วัฒนธรรมและชาวต่างชาติในสยาม

หน้า 1 จาก 6 1, 2, 3, 4, 5, 6  Next

อ่านหัวข้อก่อนหน้า อ่านหัวข้อถัดไป Go down

วัฒนธรรมและชาวต่างชาติในสยาม

ตั้งหัวข้อ by Volwar on Tue Dec 21, 2010 10:03 pm

กระทู้นี้จะนำเสนอเรื่องราวของ วัฒนธรรม ชุมชน และสิ่งเป็นต่างชาติในเมืองสยามและวัฒนธรรมสยามมาให้ได้อ่านกัน จะสรุปแบบย่อๆ มาให้อ่านกันพอสนุกไม่เบื่อจนขี้เกียจอ่าน ใครมีเรื่องอะไรแบบนี้เอามาลงกระทู้นี้ได้เลย

--- ตอนต่อไป คนไทยมาจากไหน? ---


แก้ไขล่าสุดโดย Volwar เมื่อ Fri Feb 18, 2011 10:38 am, ทั้งหมด 2 ครั้ง

_________________
ตอนนี้เราสร้างเว็บบอร์ดใหม่ล่ะนะ 2 เว็บ

http://konklungtalay.thai-forum.net/

http://50secretsbkk.thai-forum.net/

http://siamois-wenhua.thai-forum.net/

avatar
Volwar
Webmaster
Webmaster

จำนวนข้อความ : 572
คะแนน : 770
คะแนนชื่อเสียง : 14
Join date : 23/01/2010
Age : 23
ที่อยู่ : ถนนเจริญยาก ถนนไม่มีรถเมล์ กทม.

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

คนไทยมาจากไหน?

ตั้งหัวข้อ by Volwar on Tue Dec 21, 2010 10:04 pm

ในอดีต เชื่อกันว่า ชนชาติไทย เป็นชาติพันธุ์บริสุทธิ์ และเป็นต้นกำเนิดของทุกชาติพันธุ์ ในกลุ่มชาติพันธุ์ไท-กะได ทฤษฎีดังกล่าวถูกยกขึ้นมาในสมัยชาตินิยม ของจอมพล ป. พิบูลสงคราม ซึ่งมีการเสนอว่า ชาวไทย (รวมใน ไท-กะได ทั้งหมด) อพยพมาจากเทือกเขาอัลไต มาตอนกลางของประเทศจีน สร้างอาณาจักรน่านเจ้าในบริเวณจีนตอนใต้ แล้วจึงอพยพลงมาทางตอนใต้สร้างเป็นอาณาจักรล้านนา และอาณาจักรสุโขทัย และ อาณาจักรอยุธยา ตามลำดับ ส่วนอีกทฤษฎีเชื่อว่าอพยพมาจากทางใต้ จากชวา สุมาตรา และคาบสมุทรมลายู แต่นักมานุษยวิทยาในปัจจุบันเชื่อกันว่า กลุ่มชาติพันธุ์ไท-กะได อยู่ที่บริเวณจีนตอนใต้ เรื่อยมาจนถึงรัฐฉาน (ประเทศพม่า) ประเทศไทยตอนบน และแอ่งที่ราบลุ่มภาคอีสาน เรื่อยไปยังประเทศลาว หลังจากนั้นจึงมีการอพยพเพิ่ม เช่นกลุ่มชาวอาหม ที่อพยพข้ามช่องปาดไก่ ไปยังอัสสัม และ ชาวไทแดงที่อพยพไปตั้งถิ่นฐานบริเวณอาณาจักรสิบสองจุไท

แนวคิดที่ว่าคนไทยมาจากไหนเช่น


1. มาจากมองโกเลีย
แนวคิดที่เชื่อว่าถิ่นเดิมของคนไทยอยู่แถบเทือกเขาอัลไต แนวคิดนี้เป็นความเชื่อของขุนวิจิตรมาตรา (สง่า กาญจนาคพันธุ์) แต่มีหลักฐานโต้แย้งหลายอย่างเช่น ต้องผ่านทะเลทรายโกบีอันกว้างใหญ่


2. มาจากจีน
แนวคิดนี้ได้รับความเชื่อถือมากที่สุด แต่ถ้าจะถามว่าคนไทยทำไมหน้าตาไม่เหมือนคนจีน ก็เพราว่าจีนมีหลายชนเผ่า และหน้าตาของชนเผ่าแต่ละชนเผ่าหน้าตาไม่หมือนกัน


3. อยู่เมืองไทยนี่ล่ะไม่ได้อพยพไปไหน
เป็นไปไม่ได้หรอกเพราะว่าบรรพบุรุษของมนุษย์อพยพมาจากทวีปแอฟริกาแล้วเดินทางมาถึงประเทศไทยในปัจจุบันแต่ก่อนที่จะเมืองไทยอพยพมาจากตรงไหนก่อนน่ะสิ


4. มาจากหมู่เกาะแถบอินโดนีเซีย
แนวคิดนี้เป็นของนายแพทย์สมศักดิ์ พันธุ์สมบูรณ์ โดยศึกษาพบกลุ่มเลือด ยีนและฮีโมโกลบิน อี ของคนไทยตรงกับคนที่เกาะชวามากกว่าชาวจีน (คงไปตรวจคนฮั่นล่ะสิ ลองไปตรวจชนเผ่าไทลื้อสิคงคล้ายคนไทยกว่าไปตรวจคนฮั่น ปล. คนไทลื้อคือชนเผ่าหนึ่งในจีน) และเป็นข้อเสนอของนายรูธ เบเนดิกต์ นักมานุษยวิทยาชาวอเมริกัน ที่เชื่อว่าคนไทยสืบเชื้อสายเดียวกับคนอินโดนีเซียและมลายู และภาษาไทยเป็นตระกูลออสโตรเนเชียน แต่การที่ยังไม่พบร่องรอยวัฒนธรรมของคนไทยในดินแดนดังกล่าว และเส้นทางการอพยพจากเขตที่มีความอุดมสมบูรณ์มากกว่าขึ้นมายังที่อุดมสมบูรณ์น้อยกว่า และผู้เสนอความคิดเป็นนักมานุษย์วิทยาแต่ใช้คำอธิบายทางภาษาศาสตร์ ทำให้ทฤษฎีนี้ยังไม่เป็นที่ยอมรับ แต่ข้อนี้อาจจะเป็นจริงสำหรับคนไทยทางภาคใต้แถมคนอีสานกับคนใต้คนไทยคนละแบบเลยล่ะ - -

จาก
curric.net
th.wikipedia.org
www.mfa.go.th
www.nana-ideas.com
www.srisurat.com
www.thaigoodview.com
www.trueplookpanya.com


แก้ไขล่าสุดโดย Volwar เมื่อ Fri Nov 25, 2011 12:48 pm, ทั้งหมด 4 ครั้ง (Reason for editing : แก้ไขรูปภาพ)

_________________
ตอนนี้เราสร้างเว็บบอร์ดใหม่ล่ะนะ 2 เว็บ

http://konklungtalay.thai-forum.net/

http://50secretsbkk.thai-forum.net/

http://siamois-wenhua.thai-forum.net/

avatar
Volwar
Webmaster
Webmaster

จำนวนข้อความ : 572
คะแนน : 770
คะแนนชื่อเสียง : 14
Join date : 23/01/2010
Age : 23
ที่อยู่ : ถนนเจริญยาก ถนนไม่มีรถเมล์ กทม.

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: วัฒนธรรมและชาวต่างชาติในสยาม

ตั้งหัวข้อ by *!!~AlFeiLai~!!* on Wed Dec 29, 2010 8:35 pm

คือ...ส่าหรีแบบแรกกับแบบสองต่างกันไงง่า

แยกไม่ออกอะ TvT
avatar
*!!~AlFeiLai~!!*
B Class
B Class

จำนวนข้อความ : 265
คะแนน : 299
คะแนนชื่อเสียง : 21
Join date : 28/03/2010
Age : 21
ที่อยู่ : ประเทศไทย

ดูข้อมูลส่วนตัว https://www.facebook.com/hachimitsu.layla

ขึ้นไปข้างบน Go down

องุ่นมีการนำมาปลูกก่อนสมัยรัชกาลที่ 5 อีก !!!

ตั้งหัวข้อ by Volwar on Fri Dec 31, 2010 11:51 am


ภาพฝาผนังอียิปต์โบราณ แสดงถึงการปลูกองุ่น เก็บองุ่น และการทำไวน์องุ่นในสมัยอียิปต์โบราณ และคาดว่าองุ่นคือผลไม้ชนิดแรกที่มนุษย์นำมาทำไวน์

ประวัติองุ่นสากล
เชื่อกันว่าองุ่นหลากหลายพันธุ์ในปัจจุบันมีกำเนิดจากองุ่นป่าชนิดเดียวกันทั้งหมด คือ Vitis vinifera และมีถิ่นกำเนิดในแถบประเทศอัฟกานิสถาน ต่อเนื่องไปยังตอนใต้ของทะเลดำ และทะเลสาบแคสเปียน การปลูกองุ่นเกิดขึ้นมานานกว่า 6 พันปีแล้ว และได้แพร่กระจายไปยังแถบเมดิเตอร์เรเนียน ยุโรปตะวันตก อินเดีย จีน และญี่ปุ่น และยังพบหลักฐานว่ามีการปลูกองุ่นในอียิปต์เมื่อกว่า 4,400 ปีมาแล้ว โคลัมบัสเป็นผู้นำองุ่นไปปลูกยังทวีปอเมริกา ต่อมาชาวสเปนและโปรตุเกสได้นำองุ่นไปแพร่หลายยังดินแดนอาณานิคมทั่วโลก


ไวน์องุ่นของฝรั่งเศส

ที่มาของชื่อองุ่น
องุ่นมาจากคำภาษาเปอร์เซียว่า อาร์งู (انگور) ในภาษามลายูคำว่าสีม่วงคือคำว่า อูร์งู (Ungu) คาดว่ามาจากคำว่าอาร์งูในภาษาเปอร์เซีย ส่วนในภาษาลาวนั้นเรียกแตกต่างจากไทยโดยสิ้นเชิง คนลาวเรียกองุ่นว่า ลาแซ็ง ซึ่งมาจากภาษาฝรั่งคำว่า เรแซ็ง (Raisin) ที่แปลว่าองุ่นนั่นเอง คาดว่าคนไทยรู้จักองุ่นผ่านทางชาวเปอร์เซีย ส่วนคนลาวรู้จักองุ่นผ่านทางชาวฝรั่งเศสผู้ชื่นชอบไวน์องุ่นและเป็นเจ้าอาณานิคมของลาว


ประวัติองุ่นในไทย
องุ่นในไทยมีคำกล่าวว่าไม่ทราบแน่ชัด สำหรับประเทศไทยไม่ปรากฏหลักฐานแน่ชัดว่านำเข้ามาในสมัยใด แต่คาดว่าน่าจะนำเข้ามาตั้งแต่ในสมัยรัชกาลที่ 5 โดยพระองค์ท่านได้นำพันธุ์ไม้แปลกๆ จากต่างประเทศที่ได้เสด็จประพาสมาปลูกในประเทศไทย และเชื่อว่าในจำนวนพันธุ์ไม้แปลกๆ เหล่านั้นน่าจะมีพันธุ์องุ่นรวมอยู่ด้วย แต่คำกล่าวนี้นั้นยังมีหลักฐานเก่าแก่กว่านั้นอีกคือสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราชมีการบันทึกของชาวฝรั่งเศสถึงเรื่ององุ่นในสยามแล้ว ในบันทึกมีคำกล่าวว่าองุ่นสยามรสชาติไม่ดีนัก ในสมัยรัชกาลที่ 7 มีหลักฐานยืนยันว่าเริ่มมีการปลูกองุ่นกันบ้างแต่ผลองุ่นที่ได้มีรสเปรี้ยว การปลูกองุ่นจึงซบเซาไป ต่อมาในปี พ.ศ. 2493 ได้เริ่มมีการปลูกองุ่นอย่างจริงจัง โดย หลวงสมานวนกิจ ได้นำพันธุ์องุ่นมาจากมลรัฐแคลิฟอร์เนีย ประเทศสหรัฐอเมริกา และปี พ.ศ. 2497 ดร.พิศ ปัญญาลักษณ์ ได้นำพันธุ์องุ่นมาจากทวีปยุโรปซึ่งสามารถปลูกได้ผลเป็นที่น่าพอใจ นับแต่นั้นมาการปลูกองุ่นในประเทศไทยจึงการแพร่หลายมากขึ้น


ขอขอบพระคุณข้อมูลจาก
บันทึกชาวฝรั่งเศสในสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช (ลืมไปแล้วว่าของใครเขียน)
พจนานุกรมภาษาฝรั่งเศส
pirun.ku.ac.th
th.wikipedia.org
fa.wikipedia.org
sacredmistsblog.com
www.moohin.com
www.sc.mahidol.ac.th
www.youtube.com


แก้ไขล่าสุดโดย Volwar เมื่อ Sat Nov 26, 2011 11:10 am, ทั้งหมด 4 ครั้ง (Reason for editing : แก้ไขรูปภาพ)

_________________
ตอนนี้เราสร้างเว็บบอร์ดใหม่ล่ะนะ 2 เว็บ

http://konklungtalay.thai-forum.net/

http://50secretsbkk.thai-forum.net/

http://siamois-wenhua.thai-forum.net/

avatar
Volwar
Webmaster
Webmaster

จำนวนข้อความ : 572
คะแนน : 770
คะแนนชื่อเสียง : 14
Join date : 23/01/2010
Age : 23
ที่อยู่ : ถนนเจริญยาก ถนนไม่มีรถเมล์ กทม.

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: วัฒนธรรมและชาวต่างชาติในสยาม

ตั้งหัวข้อ by *!!~AlFeiLai~!!* on Fri Dec 31, 2010 9:13 pm

อังกะลุงของไทบกับอินโดนีเซ๊ยแทบไม่แตกต่างกันเลยแฮะ Shocked
avatar
*!!~AlFeiLai~!!*
B Class
B Class

จำนวนข้อความ : 265
คะแนน : 299
คะแนนชื่อเสียง : 21
Join date : 28/03/2010
Age : 21
ที่อยู่ : ประเทศไทย

ดูข้อมูลส่วนตัว https://www.facebook.com/hachimitsu.layla

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: วัฒนธรรมและชาวต่างชาติในสยาม

ตั้งหัวข้อ by *!!~AlFeiLai~!!* on Sat Jan 01, 2011 9:09 pm

ของอิสราเอล... llorz
avatar
*!!~AlFeiLai~!!*
B Class
B Class

จำนวนข้อความ : 265
คะแนน : 299
คะแนนชื่อเสียง : 21
Join date : 28/03/2010
Age : 21
ที่อยู่ : ประเทศไทย

ดูข้อมูลส่วนตัว https://www.facebook.com/hachimitsu.layla

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: วัฒนธรรมและชาวต่างชาติในสยาม

ตั้งหัวข้อ by *!!~AlFeiLai~!!* on Sun Jan 02, 2011 9:36 pm

ฉา ชา อ่าา มันคล้ายกันจริงๆ llorz
avatar
*!!~AlFeiLai~!!*
B Class
B Class

จำนวนข้อความ : 265
คะแนน : 299
คะแนนชื่อเสียง : 21
Join date : 28/03/2010
Age : 21
ที่อยู่ : ประเทศไทย

ดูข้อมูลส่วนตัว https://www.facebook.com/hachimitsu.layla

ขึ้นไปข้างบน Go down

ชมพู่ ผลไม้ชมพู

ตั้งหัวข้อ by Volwar on Sun Jan 23, 2011 4:56 pm


ที่มาของชื่อชมพู่
ชมพู่ เป็นผลไม้ที่คนไทยเรียกเพี้ยนมาจากคำภาษามลายูว่า "จัมบู" หรือ "จามู" (Jambu) ชมพู่มีถิ่นกำเนิดแถบมลายู มีหลากหลายสายพันธุ์ชื่อที่เรียกในแต่ละท้องถิ่นล้วนเพี้ยนมาจากคำว่า "จัมบู" ของมลายูทั้งสิ้น บางตำราระบุว่าแหล่งดั้งเดิมของชมพู่อยู่ในประเทศอินเดีย เพราะเป็นแหล่งรวมของพันธุ์ชมพู่หลากหลาย ส่วนการนำเข้าชมพู่มาในเมืองไทยนั้นไม่ปรากฏแน่ชัดว่าเข้ามาเมืองไทยเมื่อใด


ภาพดอกชมพู่

จาก
gotoknow.org
wikipedia.orh
www.itmstrade.com

_________________
ตอนนี้เราสร้างเว็บบอร์ดใหม่ล่ะนะ 2 เว็บ

http://konklungtalay.thai-forum.net/

http://50secretsbkk.thai-forum.net/

http://siamois-wenhua.thai-forum.net/

avatar
Volwar
Webmaster
Webmaster

จำนวนข้อความ : 572
คะแนน : 770
คะแนนชื่อเสียง : 14
Join date : 23/01/2010
Age : 23
ที่อยู่ : ถนนเจริญยาก ถนนไม่มีรถเมล์ กทม.

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: วัฒนธรรมและชาวต่างชาติในสยาม

ตั้งหัวข้อ by *!!~AlFeiLai~!!* on Mon Jan 24, 2011 8:03 pm

จะ จัมบู =)3=
.........llorz
avatar
*!!~AlFeiLai~!!*
B Class
B Class

จำนวนข้อความ : 265
คะแนน : 299
คะแนนชื่อเสียง : 21
Join date : 28/03/2010
Age : 21
ที่อยู่ : ประเทศไทย

ดูข้อมูลส่วนตัว https://www.facebook.com/hachimitsu.layla

ขึ้นไปข้างบน Go down

ประวัติศาสตร์ชาวจีนในประเทศไทย

ตั้งหัวข้อ by Volwar on Sat Jan 29, 2011 10:37 am


เยาวราชชุมชนชาวจีนที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย

ชาวจีนในประเทศไทย
ประเทศไทยมีจำนวนประชากรมีเชื้อสายจีนโพ้นทะเลเป็นอันดับสองของโลกรองลงมาจากประเทศอินโดนีเซีย ชาวจีนที่เกิดในประเทศไทย และ เป็นเชื้อสายของผู้อพยพชาวจีน หรือ ชาวจีนโพ้นทะเล คนไทยเชื้อสายจีน มีประมาณ 8 ล้านคนในประเทศไทย หรือ 14% ของประชากรทั้งประเทศ และยังมีอีกจำนวนมากไม่สามารถนับได้ เพราะที่กลมกลืนกับคนไทยไปแล้วโดยการแต่งงานข้ามเชื้อชาติ ในอดีตคนสยามสมัยก่อนไม่มีข้อห้ามปรามคนไทยแต่งงานกับคนจีน และไม่มองชาวจีนเป็นคนต่างด้าว จึงมีการแต่งงานกับชาวจีนกันอย่างแพร่หลายและพอมีลูกมีหลาน ต่างพากันถือสัญชาติไทยใช้เชื้อชาติไทย ไม่พูดภาษาจีน และไม่สืบทอดวัฒนธรรมประเพณีของจีนจนคิดว่าตนเองเป็นคนไทยแท้ๆ ประเทศไทยมีประชากรคนไทยเชื้อสายจีนประมาณ 8 ล้านคน ส่วนมากจะเป็นเชื้อสายแต้จิ๋ว ประมาณ 56% รองลงมา ได้แก่ แคะ 16% ไหหลำ 11% กวางตุ้ง 7% ฮกเกี้ยน 7% และอื่นๆ 12%



ชาวจีนในประเทศไทยแบ่งออกได้ดังนี้


พระสาทิสลักษณ์พระเจ้าตากสินมหาราช

แต้จิ๋ว ((潮州 cháozhōu)
เป็นกลุ่มชาวจีนที่มากที่สุด ตั้งถิ่นฐานอยู่ตามพื้นที่รอบๆแม่น้ำเจ้าพระยาและตามภาคกลาง ได้มาที่สยามตั้งแต่ยุคกรุงศรีอยุธยาแล้ว โดยมาจาก มณฑลฝูเจี้ยน และ มณฑลกวางตุ้ง ส่วนมากจะทำการค้าทางด้าน การเงิน ร้านขายข้าว และ ยา มีบางส่วนที่ทำงานให้กับภาครัฐ ในสมัยสมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรี พ่อค้าจีนแต้จิ๋วจำนวนมากได้รับสิทธิพิเศษ ชาวจีนกลุ่มนี้จึงเรียกว่า จีนหลวง (Royal Chinese) สาเหตุเนื่องจากสมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรีทรงมีเชื้อสายแต้จิ๋วเช่นกัน ในช่วงกรุงรัตนโกสินทร์การอพยพของชาวแต้จิ๋วจึงมีมากขึ้น และในประเทศไทยเองก็มีคนแต้จิ๋วเป็นจำนวนมาก


ภาพโลโก้ธนาคารกสิกรไทย

แคะ (客家 kèjiā)
เป็นกลุ่มชาวจีนอพยพที่มาจาก มณฑลกวางตุ้ง เป็นส่วนมาก จะอพยพมาตั้งแต่คริสต์ศตวรรษที่ 19 และตั้งถิ่นฐานทีแถบจังหวัดสงขลา จังหวัดภูเก็ต จังหวัดราชบุรี และ จังหวัดกาญจนบุรี ส่วนมากจะชำนาญทางด้านหนังสัตว์ เหมือง และเกษตรกรรม นอกจากนี้ ชาวจีนแคะยังเป็นเจ้าของธนาคารอีกหลายแห่งอาทิ เช่น ธนาคารกสิกรไทย


ภาพงานเทศกาลของชาวจีนที่ปากน้ำโพ

ไหหลำ (海南 hǎinán)
เป็นชาวจีนที่อพยพมาจากเกาะไหหลำของจีน ชาวไหหลำจะมีเป็นจำนวนมากที่ ปากน้ำโพ จังหวัดนครสวรรค์ และสมุย จังหวัดสุราษฎร์ธานี ชาวจีนกลุ่มนี้จะชำนาญทางด้านร้านอาหาร และโรงงาน


ภาพมณฑลฝูเจี้ยนหรือฮกเกี้ยน

ฮกเกี้ยน หรือ ฝูเจี้ยน (福建fújiàn)
จะเชี่ยวชาญทางด้านการค้าขายทางเรือ หรือรับราชการ และชาวจีนกลุ่มนี้จะมีจำนวนมากในพื้นที่ภาคใต้ และจังหวัดทั่วๆไป

ส่วนชาวจีนอื่นๆ เช่นๆ

ภาพมัสยิดบ้านฮ่อ ของชาวจีนฮ่อ ที่จังหวัดเชียงใหม่


ฮ่อ
ฮ่อ เป็นคำที่คนไทยใช้เรียกชาวจีนที่เดินทางเข้ามาในประเทศไทยผ่านทางประเทศพม่าและประเทศลาว ชาวจีนฮ่อส่วนใหญ่จะอาศัยอยู่ทางภาคเหนือทั้งในเมืองและบนดอย หนึ่งในกลุ่มชนที่สำคัญคือชาวจีนหุย (回族huízú) ซึ่งเป็นชาวจีนที่มีลักษณะเหมือนชาวจีนฮั่นทุกอย่างเพียงแต่นับถือศาสนาอิสลาม ชาวฮ่อในประเทศไทย 1 ใน 3 นับถือศาสนาอิสลาม นอกนั้นนับถือบรรพบุรุษ


ภาพการแต่งกายของชาวจีนเปอรานากัน

เปอรานากัน (มาเลย์:Peranakan) บาบ๋า-โนนยา (Baba-Nyonya ; จีน: 峇峇娘惹 ; ฮกเกี้ยน: Bā-bā Niû-liá)
เป็นกลุ่มชาวจีนที่มีเชื้อสายมลายูเนื่องจากในอดีตชาวจีนโดยเฉพาะกลุ่มฮกเกี้ยนเดินทางเข้ามาค้าขายในบริเวณดินแดนคาบสมุทรมลายู และตัดสินใจตั้งถิ่นฐานในเมืองมะละกา ประเทศมาเลเซีย โดยแต่งงานกับชาวมาเลย์ท้องถิ่นโดยภรรยาชาวมาเลย์จะเป็นผู้ดูแลกิจการการค้าที่นี่ สำหรับสายเลือดใหม่ของชายชาวจีนกับหญิงมาเลย์ หากเป็นชายจะได้รับการเรียกขานว่า บาบ๋า หรือบ้าบ๋า (Baba) ส่วนผู้หญิงจะเรียกว่า โนนยา (Nyonya) และเมื่อคนกลุ่มนี้มีจำนวนมากขึ้น ก็ได้สร้างวัฒนธรรมรูปแบบใหม่ที่แตกต่างไปจากเดิมของบรรพบุรุษโดยมาผสมผสานกันเป็นวัฒนธรรมใหม่ เมื่อพวกเขาอพยพไปตั้งถิ่นฐานในบริเวณนี้ก็ได้นำวัฒนธรรมของตนกระจายไปด้วย วัฒนธรรมใหม่นี้จึงถูกเรียกรวมๆว่า จีนช่องแคบ (อังกฤษ: Straits Chinese ; จีน:土生華人) โดยในประเทศไทยคนกลุ่มนี้จะอยู่ในจังหวัดภูเก็ต โดยมีบรรพบุรุษอพยพมาจากปีนัง และมะละกา โดยคนกลุ่มนี้มีวัฒนธรรมใกล้เคียงกับกลุ่มเปอรานากันในประเทศมาเลเซีย ประเทศอินโดนีเซีย และประเทศสิงคโปร์



ภาพตราจังหวัดสมุทรสาครคือเรือสำเภาในแม่น้ำท่าจีน เนื่องจากมีชาวจีนอพยพมาอยู่เป็นจำนวนมาก

ประวัติศาสตร์การเดินทางของชาวจีนในไทย


สมัยกรุงสุโขทัย (พ.ศ. 1792-2006 ประเทศจีนอยู่ในช่วงปลายราชวงศ์ซ่ง ราชวงศ์หยวน และประมาณช่วงต้นราชวงศ์หมิง)
ชาวจีนเริ่มเดินเรือสำเภามาค้าขายในดินแดนสุวรรณภูมิตั้งแต่ก่อนสมัยอาณาจักรสุโขทัย แต่หลักฐานที่ชัดเจนที่สุดคือ เมื่อชาวจีนมาสอนการทำเครื่องถ้วยชาม โดยเฉพาะเครื่องสังคโลก


สมัยกรุงศรีอยุธยา (พ.ศ. 1893-2310 ประเทศจีนอยู่ในช่วงปลายราชวงศ์หยวน ราชวงศ์หมิง ราชวงศ์ชิง)
ชาวจีนได้มาตั้งบ้านเรือนอยู่มาก โดยส่วนมากจะมาจากตอนใต้ของประเทศจีน เพื่อมาตั้งรกรากและทำการค้า
ศึกษา ชาวจีน เป็นกลุ่มคนที่มีบทบาทสำคัญทางการค้าตลอดสมัยของอยุธยา ทั้งการค้าภายในอาณาจักร และการค้าทางเรือสำเภาระหว่างอยุธยากับจีนและชาติต่างๆ หลักฐานการส่งคณะทูตไปเมืองจีนของแคว้นในที่ราบภาคกลางช่วงประมาณ 70 ปีก่อนกำเนิดอยุธยานั้น นอกจากจะแสดงให้เห็นถึงความสัมพันธ์ในเชิงการทูตและการค้ากับจีนแล้ว ยังหมายถึงว่าเรือสำเภาจากจีนก็คงเดินทางมาค้าขายยังดินแดนแถบนี้ด้วย ซึ่งก่อให้เกิดการตั้งชุมชนชาวจีนขึ้น... ชาวจีนที่เข้ามาในสมัยอยุธยา โดยส่วนใหญ่เป็นจีนฮกเกี้ยน ซึ่งจีนกลุ่มนี้จะอยู่ในพระนครและหัวเมืองภาคใต้เป็นสำคัญ เป็นจีนที่มีบทบาทในราชสำนักและการค้า ส่วนชาวจีนแต้จิ๋ว มีจำนวนน้อยกว่า มีอยู่ทั้งในพระนครและหัวเมืองด้านตะวันออกโดยเฉพาะที่จันทบุรี ชาวจีนแต้จิ๋วจะมีจำนวนมากขึ้นและมีบทบาทมากขึ้นในราชสำนักและการค้าในสมัยกรุงธนบุรีและรัตนโกสินทร์ นอกจากนี้ยังมีจีนแคะ และจีนไหหลำด้วย ความแตกต่างของจีนเหล่านี้คือมาจากต่างมณฑลกัน และมีสำเนียงภาษาแตกต่างกันออกไป ในช่วงที่ชาวตะวันตก เริ่มเข้ามาค้าขายในดินแดนอยุธยา ชาวตะวันตกก็พบว่า เมืองทุกเมืองที่ตนไปก็มีชาวจีนทำการค้าอยู่แล้วจำนวนมาก เช่น เมืองปากน้ำโพ (นครสวรรค์) บางปลาสร้อย (ชลบุรี) แปดริ้ว (ฉะเชิงเทรา) ท่าจีน (สมุทรสาคร) บ้านดอน (สุราษฎร์ธานี) นครศรีธรรมราช สงขลา ปัตตานี ภูเก็ต เป็นต้น ชาวจีนเป็นกลุ่มคนพิเศษในสังคมอยุธยาที่ไม่ต้องสังกัดระบบไพร่ ซึ่งระบบการปกครองของอยุธยาต้องการให้ชาวจีนเป็นเสมือนตัวกลางทางการค้าภายในดินแดน ดังนั้นพ่อค้าชาวจีนจึงได้รับสิทธิพิเศษและการคุ้มครองอย่างมากยิ่ง หลวงโชฎึกราชเศรษฐี ศักดินา 1,400 เป็นผู้ควบคุมดูแลชุมชนชาวจีน เป็นเจ้ากรมท่าซ้าย นอกจากนี้ยังมีนิทานพื้นบ้านในสมัยกรุงศรีอยุธยา ที่กล่าวถึงชาวจีน เช่น ตำนานเจ้าแม่สร้อยดอกหมาก ตำนานเจ้าแม่ลิ้มกอเหนี่ยว เป็นต้น


สมัยกรุงธนบุรี (พ.ศ. 2310-2325 ประเทศจีนอยู่ในช่วงราชวงศ์ชิง)
เมื่อครั้นเสียกรุงศรีอยุธยาครั้งที่ 2 ระหว่างปี พ.ศ. 2310 - พ.ศ. 2312 จักรวรรดิจีนได้ถูกรุกรานโดยพม่าที่กำลังขยายแสนยานุภาพ จักรพรรดิจีนในสมัยนั้นได้ส่งกองกำลังไปปราบปรามพม่าถึง 4 ครั้งแต่ก็ไม่สำเร็จ แต่ฝ่ายจีนก็ได้เบนความสนใจมาที่กองทัพพม่าในอาณาจักรอยุธยา ซึ่งกำลังถูกพม่ายึดครอง ขุนพลไทยนาม "สิน" ซึ่งมีบิดาเป็นคนจีน และมารดานาม นกเอี้ยง ซึ่งเป็นชาวสยาม ได้ใช้สถานการณ์ที่ได้เปรียบนี้ทำให้สามารถกอบกู้เอกราชให้สยามได้สำเร็จ ขุนพลท่านนั้นต่อมาได้ขึ้นครองราชย์เป็น สมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรี แห่งกรุงธนบุรี หรือที่ชาวจีนขนามนามว่า แต้อ๊วง ด้วยความที่ว่าบิดาสมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรี เป็นคนจีน เมื่อสมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรี ได้ทรงขึ้นครองราชย์แล้ว ชาวจีนแต้จิ๋วได้เข้ามาทำการค้า และอพยพมายังกรุงธนบุรีเป็นจำนวนมาก ทำให้ประชากรชาวจีนโพ้นทะเลในไทย เพิ่มขึ้นจาก 230,000 คนใน พ.ศ. 2368 เป็น 792,000 คนใน พ.ศ. 2453 และใน พ.ศ. 2475 ประชากรไทยถึง 12.2% เป็นชาวจีนโพ้นทะเล


สมัยกรุงรัตนโกสินทร์ (พ.ศ. 2325-ปัจจุบัน ประเทศจีนอยู่ในช่วงราชวงศ์ชิง สาธารณรัฐจีน สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนจีน)
การอพยพของชาวจีนยุคแรก ส่วนมากเป็นผู้ชาย เมื่อเข้ามาตั้งรกรากแล้วก็จะแต่งงานกับผู้หญิงไทย และกลายเป็นค่านิยมในสมัยนั้น ลูกหลานจากการแต่งงานข้ามเชื้อชาตินี้เรียกว่า ลูกจีน แต่ในสมัยกรุงรัตนโกสินทร์นี้ กระแสการอพยพเริ่มเปลี่ยนไป ผู้หญิงจีนอพยพเข้ามาในสยามมากขึ้น จึงทำให้การแต่งงานข้ามเชื้อชาติลดลง ฉ้อราษฎร์บังหลวง ในรัฐบาลราชวงศ์ชิง และการเพิ่มขึ้นของประชากรในประเทศจีน ประกอบกับการเก็บภาษีที่เอาเปรียบ ทำให้ชายชาวจีนจำนวนมากมุ่งสู่สยามเพื่อหางานและส่งเงินกลับไปให้ครอบครัวในประเทศจีน ขณะนั้นชาวจีนจำนวนมากต้องจำยอมขายที่ดินเพื่อหลีกเลี่ยงการเก็บภาษีเพาะปลูกของทางการ ในรัชสมัยปลายรัชกาลที่ 3 ประเทศไทยต้องระวังผลกระทบจากการที่ฝรั่งเศสได้ดินแดนฝั่งซ้ายแม่น้ำโขง และอังกฤษได้มลายูเป็นอาณานิคม ในขณะเดียวกัน ชาวจีนจากมณฑลยูนานก็เริ่มไหลเข้าสู่ประเทศไทย กลุ่มชาวไทยชาตินิยมจากทุกระดับจึงได้เกิดความคิดต่อต้านชาวจีนขึ้น หลายร้อยปีก่อนหน้านี้ ชาวจีนกุมเศรษฐกิจการค้าส่วนใหญ่ไว้ และยังได้รับอำนาจผูกขาดการค้าและรวมถึงการเป็นนายอากรเก็บภาษีซึ่งเริ่มในสมัยรัชกาลที่ 3 ด้วย ในขณะนั้นอิทธิพลทางการค้าของชาติตะวันตกก็สูงขึ้น ทำให้พ่อค้าขาวจีนหันไปขายฝิ่นและเป็นนายอากรมากขึ้น นอกจากนี้ เจ้าของโรงสีและพ่อค้าข้าวคนกลางชาวจีนยังได้รับผลกระทบจากภาวะเศรษฐกิจตกต่ำในสยามในปีซึ่งกินเวลาเกือบ 10 ปี หลังปี พ.ศ. 2448 ด้วย การให้สินบนขุนนาง กลุ่มอันธพาลอั้งยี่ และการเก็บภาษีอย่างกดขี่ ทั้งหมดนี้จุดประกายให้คนไทยเกลียดชังคนจีนมากขึ้น ในขณะเดียวกันอัตราการอพยพเข้าประเทศไทยก็มากขึ้น ในพ.ศ. 2453 เกือบ 10 % ของประชากรไทยเป็นชาวจีน ซึ่งผู้อพยพใหม่เหล่านี้มากันทั้งครอบครัวและปฏิเสธที่จะอยู่ในชุมชนและสังคมเดียวกับคนไทย ซึ่งต่างกับผู้อพยพยุคแรกที่มักแต่งงานกับคนไทย ซุน ยัดเซ็น ผู้นำการปฏิวัติประเทศจีน ได้เผยแพร่ความคิดให้ชาวจีนในประเทศไทยมีความคิดชาตินิยมจีนให้มากขึ้นเพื่อต่อต้านการเหยียดเชื้อชาติ ชุมชนชาวจีนจะสนับสนุนการตั้งโรงเรียนเพื่อลูกหลานจีนโดยเฉพาะโดยไม่เรียนรวมกับเด็กไทย ในปี พ.ศ. 2452 พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงให้ชาวต่างชาติในประเทศไทยจดทะเบียนเป็นคนต่างด้าว เหตุการณ์นี้ทำให้ชาวจีนจำนวนมากต้องเลือกว่าจะเป็นคนไทยโดยสมบูรณ์หรือจะยอมเป็นคนต่างด้าว ชาวไทยเชื้อสายจีนจำเป็นต้องเข้ารับการตรวจเลือกเข้ารับราชการทหารซึ่งเริ่มในประมาณพ.ศ. 2475 ในสมัยจอมพล ป.พิบูลสงคราม มีการประกาศอาชีพสงวนของคนไทยเท่านั้น เช่น การปลูกข้าว ยาสูบ อีกทั้งประกาศอัตราภาษีและกฎการควบคุมธุรกิจของชาวจีนใหม่ด้วย ในขณะที่มีการปลุกระดมชาตินิยมจีนและไทยขึ้นพร้อมกัน ในปี พ.ศ. 2513 ลูกหลานจีนที่เกิดในไทยมากกว่า 90 % ถือสัญชาติไทยโดยสมบูรณ์ และเมื่อมีการเจริญความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างประเทศไทยและสาธารณรัฐประชาชนจีนอย่างเป็นทางการแล้วในปี พ.ศ. 2518 ชาวจีนที่ไม่ได้เกิดในประเทศไทย ก็มีสิทธิที่จะเลือกที่จะถือสัญชาติไทยได้


บทบาทวัฒนธรรมจีนในไทย

ภาษาไทย
คำภาษาไทยหลายๆ คำมาจากภาษาจีนเช่น ก๊วยเตี๋ยว, เกาเหลา, เก้าอี้, เก๊กฮวย, เข่ง, เจ๋ง, โจ๊ก,, เจ, ชา, เซียน, เซียมซี, ซินแส, เต้าหู้, เต้าฮวย โต๊ะ, บ๊วย, โป๊ยเซียน, ลำไย, เย็นตาโฟ, หมึก, หวย, โอเลี้ยง, ฮ่องเต้, ฮองเฮา ฯลฯ

ศาสนาและความเชื่อ
นำลัทธิเต๋า ลัทธิขงจื๊อ, ศาสนาพุทธนิกายมหายาน 12 นีกษัตร ฮวงจุ้ย โหงวเฮ้ง ฯลฯ และศาสนาอิสลาม มีหลักฐานว่าคนไทยในสมัยน่านเจ้า ก่อนที่คนไทยจะเสียอาณาจักรน่านเจ้าแก่จักรวรรดิ์มองโกล ในสมัยกุบไลข่าน เมื่อประมาณปี พ.ศ. 1797 นั้น อิสลามได้แพร่หลายเข้าไปในอาณาจักรนี้ เราเรียกคนจีนยูนานที่เป็นมุสลิมว่า ฮ่อ

อาหารและโภชนาการ
อาหารโภชนาการที่มาจากจีนและดัดแปลงมาจากจีน เช่น การนำเนื้อหมูมาปรุงอาหาร, การผัดโดยใช้ไฟแรงๆ, การตุ๋น, ก๊วยเตี๋ยว, โจ๊ก, น้ำเก๊กฮวย, น้ำชา, เต้าหู้, เต้าฮวย, เย็นตาโฟ, ผัดไทย ฯลฯ

พืชพรรณจากประเทศจีน
มีการนำต้นไม้ พืชพรรณต่างๆ จากประเทศจีนมาปลูกเช่น โป๊ยเซียน, ลำไย ฯลฯ

สัตว์จากประเทศจีน
เช่น ปลาทอง, หมีแพนด้า ฯลฯ

ดนตรี
เครื่องดนตรีบางอย่างได้รับอิทธิพลมาจากจีนเช่น พวกซอ ขิม ฯลฯ

วรรณกรรม
วรรณกรรมที่มาจากจีนเช่น สามก๊ก ฯลฯ

ศิลปะ
เช่นการำนพกระเบื้องมาประดับวัด การนำสิงโต และลวดลายจีนมาประดับตกแต่งให้เข้ากับสถาปัตยกรรมไทย ฯลฯ

ของใช้อื่นๆ
เช่น เครื่องถ้วยต่างๆ, ง้าว, เครื่องดนตรีจำพวกซอบางอย่าง, พัด, ผ้าไหม, ว่าว ฯลฯ

ชาวไทยเชื้อสายจีนที่มีชื่อเสียงในประวัติศาสตร์ไทย
สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช
กษัตริย์ในพระราชวงศ์จักรี (เนื่องจากสมเด็จพระปฐมบรมมหาชนก ทรงเสกสมรสกับสองพี่น้อง บุตรีของคหบดีชาวจีนที่ชื่อว่า ดาวเรืองหรือหยก และดาวเรืองคือพระราชมารดาของพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช)
จอมพล ป. พิบูลสงคราม
ปรีดี พนมยงค์
หม่อมราชวงศ์คึกฤทธิ์ ปราโมช
ฯลฯ ชาวไทยเชื้อสายจีนนั้นมีเยอะมากๆ

ขอขอบพระคุณข้อมูลและรูปภาพจาก
ainews1.com
th.wikipedia.org
www.amulet1.com
www.ayutthayastudy.org
www.gerryganttphotography.com
www.heritage.thaigov.net
www.manager.co.th
www.mthai.com
www.luangpukahlong.com
www.nana-ideas.com
www.oknation.net
www.phuketdata.net
www.thaibusinesspr.com
www.tlcthai.com
www.youtube.com

_________________
ตอนนี้เราสร้างเว็บบอร์ดใหม่ล่ะนะ 2 เว็บ

http://konklungtalay.thai-forum.net/

http://50secretsbkk.thai-forum.net/

http://siamois-wenhua.thai-forum.net/

avatar
Volwar
Webmaster
Webmaster

จำนวนข้อความ : 572
คะแนน : 770
คะแนนชื่อเสียง : 14
Join date : 23/01/2010
Age : 23
ที่อยู่ : ถนนเจริญยาก ถนนไม่มีรถเมล์ กทม.

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: วัฒนธรรมและชาวต่างชาติในสยาม

ตั้งหัวข้อ by *!!~AlFeiLai~!!* on Sun Jan 30, 2011 9:15 pm

เป็นรูปจระเข้แบบนี้เลยเหรอคะเนี่ย llorz
avatar
*!!~AlFeiLai~!!*
B Class
B Class

จำนวนข้อความ : 265
คะแนน : 299
คะแนนชื่อเสียง : 21
Join date : 28/03/2010
Age : 21
ที่อยู่ : ประเทศไทย

ดูข้อมูลส่วนตัว https://www.facebook.com/hachimitsu.layla

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: วัฒนธรรมและชาวต่างชาติในสยาม

ตั้งหัวข้อ by Tabutuba on Sun Jan 30, 2011 9:53 pm

โอ้ น่าสนใจมากๆ เเต่เครื่องดนตรีชนิดนี้เล่นเจ็บมือมากเลยล่ะ
เเต่ยังไงก็ชอบมาก น่ารักที่สุด ชอบที่สุดเลย
ปล.จากคนบางเเค เเคบางคน (อิอิ)
avatar
Tabutuba
B Class
B Class

จำนวนข้อความ : 155
คะแนน : 195
คะแนนชื่อเสียง : 29
Join date : 07/01/2011
Age : 19
ที่อยู่ : kkw Band

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: วัฒนธรรมและชาวต่างชาติในสยาม

ตั้งหัวข้อ by Tabutuba on Tue Feb 01, 2011 10:07 pm

โอ้ กระจับปี่เคยได้ยินเเต่ชื่อไม่เคยเห็นเลย พึ่งรู้ว่ามันเครื่องใหญ่นะเนี่ย
อยากเล่นเป็นจัง bounce
avatar
Tabutuba
B Class
B Class

จำนวนข้อความ : 155
คะแนน : 195
คะแนนชื่อเสียง : 29
Join date : 07/01/2011
Age : 19
ที่อยู่ : kkw Band

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

ขลุ่ยเครื่องดนตรีไทยบอกหลักฐานคนไทยอพยพมาจากจีน

ตั้งหัวข้อ by Volwar on Wed Feb 02, 2011 11:51 am


ขลุ่ยบอกถึงแหล่งที่มาของชนชาติไทย
ขลุ่ย เป็นเครื่องดนตรีที่เก่าแก่มีมาแต่โบราณตามหลักฐาน ขลุ่ยเกิดขึ้นมาพร้อม ๆ กับแคน ได้มีการขุดพบหีบศพภรรยาของเจ้าเมืองไทยที่ริมแม่น้ำฮวงโห (ไหลจากฝั่งตะวันตกมาทางตะวันออก ผ่านมณฑล ชิงไห่ เสฉวน กานซู่ หนิงเซี่ย มองโกเลียใน ซานซี เหอหนาน และซานตง ออกสู่ทะเลโป๋) หีบนั้นแบ่งออกเป็นเก้าชั้น แต่ละชั้นจะบรรจุทรัพย์สมบัติต่าง ๆ อันเป็นของรักของภรรยาเจ้าเมืองท่านนั้น ปรากฏว่าภายในหีบบรรจุศพชั้นในสุดที่อยู่ติดกับตัวศพมีของที่สำคัญ 3 ชิ้น คือ แคน 1 เต้า ขลุ่ย 1 เลา และขิม 1 ตัว ศพนั้นมีอักษรจารึกศักราชไว้ด้วย ซึ่งถ้านับถึงปัจจุบันก็มีอายุได้ 2,000 ปีเศษแล้ว ด้วยเหตุนี้ขลุ่ยและแคนจึงเป็นเครื่องดนตรีไทยที่นับว่าโบราณมากทีเดียว และขลุ่ยไทยมีหลักฐานว่าเกิดขึ้นตั้งแต่สมัยที่ไทยยังตั้งหลักฐานที่ตอนใต้ของจีน คือ มลฑลยูนนานของจีนในปัจจุบัน สมัยสุโขทัยมีการกล่าวถึงเสียงพิณ เสียงพาทย์ แต่กลับไม่พบหลักฐานเกี่ยวกับขลุ่ยไทยในหลักศิลาจารึก ในสมัยกรุงศรีอยุธยาเป็นราชธานี ดนตรีไทยได้เจริญรุ่งเรืองมาก ประชาชนนิยม เล่นกันมาก เครื่องดนตรีในสมัยนี้ก็ได้มาแต่กรุงสุโขทัย ได้แก่ เครื่องดีด สี ตี เป่า ประชาชน นิยมเล่นกันมากจนเกินขอบเขต และได้มีกฎมณเฑียรบาลในสมัยพระบรมไตรโลกนาถ (พ.ศ. 1991 – 2031) ไว้ว่า “ห้ามร้องเพลงเรือ เป่าขลุ่ย เป่าปี่ สีซอ ดีดกระจับปี่ ดีดจะเข้ ตีโทนทับ ในเขตพระราชฐาน” การผสมของดนตรีไทยในสมัยกรุงศรีอยุธยาตอนต้นและตอนปลายนั้น ก็ยังไม่มีขลุ่ยสำหรับปี่พาทย์นั้นมีแต่เครื่องห้า ซึ่งย่อมจะใส่ขลุ่ยลงไปไม่ได้ เพราะมีแต่ปี่พาทย์ไม้แข็งเท่านั้น มโหรีหญิงมาเพิ่มเป็นเครื่องหกเมื่อตอนปลายกรุงศรีอยุธยา และขลุ่ยก็เริ่มมีบทบาทตอนนี้ คือ การเพิ่มรำมะนาเข้าไปคู่กับโทน และมีการเพิ่มขลุ่ยลงไปอีกเลา ในสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ ขลุ่ย ได้เป็นเครื่องดนตรีที่มีบทบาทมาก วงดนตรีหลายประเภท ขาดขลุ่ยไม่ได้เอาทีเดียว เช่น วงมโหรีก็ต้องใช้ขลุ่ย เครื่องสายไทย หรือเครื่องสายผสมชนิดใด ๆ ก็ต้องใช้ขลุ่ยทั้งนั้น จากนั้นวงปี่พาทย์ไม้นวมทั้งหลายไม่ว่าจะเป็นเครื่องเล็ก เครื่องใหญ่ ก็ต้องใช้ขลุ่ยเป่าแทนปี่ วงปี่พาทย์ดึกดำบรรพ์ ที่เกิดขึ้นในสมัยหลังก็ใช้ขลุ่ยแทนปี่เหมือนกัน ในสมัยก่อนนั้นขลุ่ยมีขนาดเดียว เมื่อเข้ามาเล่นผสมวงกับเครื่องดนตรีไทยชนิดอื่น จึงมีคนคิดค้นพัฒนาขึ้นมาเป็น 3 ขนาด ซึ่งมีชื่อเรียกต่างกันออกไป คือ ขลุ่ยหลิบ ขลุ่ยเพียงออ และขลุ่ยอู้ เป็นต้น ซึ่งต่อมาก็ได้มีผู้คิดค้นขลุ่ยขึ้นมาอีกชนิดหนึ่งเรียกว่า “ขลุ่ยกรวด” ขลุ่ยชนิดนี้มีเสียงสูงกว่าขลุ่ยเพียงออ 1 เสียง ใช้เล่นกับวงเครื่องสายที่นำเอาเครื่องดนตรีฝรั่งมาร่วมด้วย สรุปได้ว่า ขลุ่ยเป็นเครื่องดนตรีที่เก่าแก่ของไทย มีอายุมากกว่า 2,000 ปี โดยในสมัยแรกๆ ใช้เป่าเล่นกันเพียงลำพัง ไม่ได้เล่นผสมวงกับเครื่องดนตรีชนิดอื่น คงใช้เป่าเล่นเพื่อความสนุกสนานเพลิดเพลินเท่านั้น และต่อมาก็ได้ใช้ขลุ่ยเป่าผสมวงกับเครื่องดนตรีไทย เช่น วงมโหรีเครื่องหก วงปี่พาทย์ไม้นวม โดยใช้ขลุ่ยเป่าแทนปี่ เป็นต้น ขลุ่ยได้วิวัฒนาการมาอย่างต่อเนื่อง ทั้งนี้ก็เพื่อให้มีเสียงที่เหมาะสมกับการผสมวง กับเครื่องดนตรีอื่น ๆ จึงเกิดเป็นขลุ่ยประเภทต่าง ๆ เช่น ขลุ่ยหลิบ ขลุ่ยเพียงออ ขลุ่ยอู้ หรือ แม้แต่ขลุ่ยกรวดที่ใช้เล่นผสมกับเครื่องสากลเป็นต้น ชนิดของขลุ่ย โดยทั่วไปขลุ่ยไทยจะมีอยู่ 3 ชนิด ได้แก่ ขลุ่ยหลิบ ขลุ่ยเพียงออ และขลุ่ยอู้ ต่อมาระยะหลังได้มีผู้ประดิษฐ์คิดค้นขลุ่ยขึ้นมาอีกหลายชนิด เพื่อใช้บรรเลงร่วมกับวงดนตรี


ชนิดของขลุ่ย
(ขลุ่ยไทยจะเป่าตั้งไม่เป่าเอียงข้าง)


1. ขลุ่ยเพียงออ
เป็นขลุ่ยหลักที่เกิดขึ้นก่อนขลุ่ยชนิดอื่นและใช้มาแต่สมัยโบราณ มีความยาวประมาณ 45 ซ.ม. กว้าง 2.5 ซ.ม. ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับขนาดของไม้ไผ่ ใช้ผสมในวงเครื่องสาย วงมโหรีและวงปี่พาทย์ดึกดำบรรพ์


2. ขลุ่ยหลีบหรือขลุ่ยหลีก
เป็นขลุ่ยขนาดเล็กที่สุด เกิดขึ้นในสมัยต้นรัตนโกสินทร์ มีความยาว ประมาณ 25 ซ.ม. กว้างประมาณ 2 ซ.ม. มีเสียงสูงกว่าขลุ่ยเพียงออ 3 เสียง เป็นขลุ่ยชนิดเดียวที่เป็นเครื่องดนตรีประเภทเครื่องนำ ใช้ผสมในวงเครื่องสายเครื่องคู่ และวงมโหรีเครื่องใหญ่


3. ขลุ่ยอู้
เป็นขลุ่ยที่มีขนาดใหญ่เกิดขึ้นสมัยต้นรัตนโกสินทร์ มีความยาวประมาณ 60 ซ.ม. กว้าง 4 ซ.ม. เสียงต่ำกว่าขลุ่ยเพียงออ 3 เสียง ใช้ผสมในวงมโหรีเครื่องใหญ่และปี่พาทย์ดึกดำบรรพ์


4. ขลุ่ยรองออ
เป็นขลุ่ยที่ที่มีขนาดใหญ่กว่าขลุ่ยเพียงออเล็กน้อย เสียงต่ำกว่าขลุ่ยเพียงออ 1 เสียง ปัจจุบันขลุ่ยเคียงออไม่มีผู้ใช้แล้ว จึงหาซื้อไม่ได้ในท้องตลาดทั่วไป


5. ขลุ่ยเคียงออ
เป็นขลุ่ยที่มีขนาดเล็กกว่าขลุ่ยเพียงออเล็กน้อย ยาวประมาณ 40 ซ.ม. กว้าง 2.2 ซ.ม. มีระดับเสียงสูงกว่าขลุ่ยเพียงออ 1 เสียง


6. ขลุ่ยกรวด
เป็นขลุ่ยที่มีขนาดเล็กกว่าขลุ่ยเพียงออเล็กน้อย ยาวประมาณ 40 ซ.ม. กว้าง 2.2 ซ.ม. มีระดับเท่ากับเสียงสากล


7. ขลุ่ยออร์แกน
เกิดจากการนำเครื่องดนตรีสากล คือ เปียโน ออร์แกน มาผสมวงกับเครื่องดนตรีไทย ซึ่งต้องปรับเสียงเครี่องดนตรีไทยให้สูงขึ้นเกือบ 1 เสียง ฉะนั้นจึงต้องผลิตขลุ่ยให้มีระดับเสียงดังกล่าวดัวย และเนื่องจากนิยมผสมด้วยออร์แกนมากกว่าเครื่องดนตรีชนิดอื่น ๆ จึงเรียกติดปากตามเครื่องดนตรีที่มาผสมว่า “ขลุ่ยออร์แกน”


8. ขลุ่ยนก
เป็นชุดของขลุ่ยที่ผลิตเพื่อเลียนเสียงนก ในการบรรเลงเพลง “ตับนก” และเพลง “ตับภุมรินทร์” มี 4 ชนิดคือ


ขลุ่ยนกกางเขน ใช้เลียนเสียงนกกางเขน ไม่มีรูระบายระดับเสียงยาวประมาณ 10 ซ.ม. กว้าง 3 ซ.ม. มีไม้ซางเสียบทะลุด้านข้างกระบอกเสียง เวลาเป่าต้องใส่น้ำลงในกระบอกให้ปลายหลอดส่วนล่างอยู่ในน้ำจึงจะเกิดเสียง


ขลุ่ยนกโพระดกหรือขลุ่ย โฮกโป๊ก ใช้เลียนเสียงนกโพระดก ไม่มีรูระบายระดับเสียง เป็นกระบอกไม้ยาว 18 ซ.ม. กว้าง 5 ซ.ม. เวลาเป่าใช้ฝ่ามืออีกข้างหนึ่งอุดปลายส่วนล่าง ห่อมือเล็กน้อยเป่าได้เสียง “โฮก” ในขณะเป่าต่อเนื่องกันนั้น ถ้าเปิดฝ่ามือที่อุดด้านล่างอย่างรวดเร็ว จะได้เสียง “โป๊ก”


ขลุ่ยนกกาเหว่า ใช้เลียนเสียงนกกาเหว่า มีลักษณะเหมือนขลุ่ยเพียงออทุกประการ แต่ตัดท่อนล่างทิ้งให้เหลือรูระบายระดับเสียงไว้ 3 - 4 รู เวลาเป่าปิดรูทั้งหมดรวมทั้งรูนิ้วค้ำด้วยจะได้เสียง “กา” จากนั้นเปิดรูทั้ง 5 พร้อมกันอย่างรวดเร็ว จะได้เสียง “เหว่า”


ขลุ่ยไก่ เป็นขลุ่ยที่ใช้เลียนเสียงไก่ ไม่มีรูระบายระดับเสียงยาวประมาณ 13 ซ.ม. กว้าง 3 ซ.ม. มีกำพวดปี่เสียบทะลุด้านข้างกระบอกเสียง ความเป็นจริงควรเรียกว่า ปี่ไก่ แต่เนื่องจากอยู่ในชุดของขลุ่ยนกจึงเรียกว่า "ขลุ่ยไก่"


9. ขลุ่ยพล เป็นขลุ่ยที่ไม่สามารถจัดเป็นขลุ่ยชนิดใดได้ มีราคาถูกใช้เป่าเล่นได้แต่ระดับเสียงไม่แน่นอนใช้ผสมวงไม่ได้

ขอขอบพระคุณข้อมูลและรูปภาพจาก
th.wikipedia.org
trsc.ac.th
www.bloggang.com
www.oknation.net
www.panyathai.or.th
www.thaigoodview.com

_________________
ตอนนี้เราสร้างเว็บบอร์ดใหม่ล่ะนะ 2 เว็บ

http://konklungtalay.thai-forum.net/

http://50secretsbkk.thai-forum.net/

http://siamois-wenhua.thai-forum.net/

avatar
Volwar
Webmaster
Webmaster

จำนวนข้อความ : 572
คะแนน : 770
คะแนนชื่อเสียง : 14
Join date : 23/01/2010
Age : 23
ที่อยู่ : ถนนเจริญยาก ถนนไม่มีรถเมล์ กทม.

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: วัฒนธรรมและชาวต่างชาติในสยาม

ตั้งหัวข้อ by Tabutuba on Thu Feb 03, 2011 8:17 pm

ชอบเเมว พันธุ์ศุภลักษณ์ จังเลย
avatar
Tabutuba
B Class
B Class

จำนวนข้อความ : 155
คะแนน : 195
คะแนนชื่อเสียง : 29
Join date : 07/01/2011
Age : 19
ที่อยู่ : kkw Band

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: วัฒนธรรมและชาวต่างชาติในสยาม

ตั้งหัวข้อ by *!!~AlFeiLai~!!* on Thu Feb 03, 2011 8:40 pm

โดยส่วนตัวแล้วชอบแมววิลาศค่ะ =w=b
แมวศุภลักษณ์ชื่อเหมือนครูเลย แว้ก llorz
avatar
*!!~AlFeiLai~!!*
B Class
B Class

จำนวนข้อความ : 265
คะแนน : 299
คะแนนชื่อเสียง : 21
Join date : 28/03/2010
Age : 21
ที่อยู่ : ประเทศไทย

ดูข้อมูลส่วนตัว https://www.facebook.com/hachimitsu.layla

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: วัฒนธรรมและชาวต่างชาติในสยาม

ตั้งหัวข้อ by *!!~AlFeiLai~!!* on Fri Feb 04, 2011 7:45 pm

ฑมรุ ไม่อ่านไม่รู้ว่าเป็นชื่อกลองนะนี่ llOTL
แต่ชื่อแปลกมากง่ะ เพิ่งเคยได้ยิน ;w;
avatar
*!!~AlFeiLai~!!*
B Class
B Class

จำนวนข้อความ : 265
คะแนน : 299
คะแนนชื่อเสียง : 21
Join date : 28/03/2010
Age : 21
ที่อยู่ : ประเทศไทย

ดูข้อมูลส่วนตัว https://www.facebook.com/hachimitsu.layla

ขึ้นไปข้างบน Go down

ดอกบัว ดอกไม้ไทย ความเชื่ออินเดีย

ตั้งหัวข้อ by Volwar on Fri Feb 04, 2011 10:43 pm


ภาพฝาผนังรูปดอกบัวอียิปต์โบราณ

ประวัติศาสตร์ดอกบัวสากล
บัวเป็นดอกไม้ที่มีถิ่นกำเนิดในแหล่งน้ำจืดตามที่ต่างๆ ทั่วโลก เช่น แอฟริกา อย่างในแม่น้ำไนล์ ทวีปอเมริกา อย่างบัวอะเมซอนหรือบัววิกตอเรีย ทวีปเอเชีย แม้กระทั่งในทวีปยุโรป อย่างบัวฝรั่ง เป็นต้น ดอกบัวถือว่าเป็นราชินีแห่งไม้น้ำ ตามประวัติศาสตร์มีการกล่าวถึงดอกบัวมากมายเช่น ประวัติศาสตร์อียิปต์โบราณมีภาพเรื่องราวเกี่ยวกับดอกบัวในแม่น้ำไนล์ ภาพเขียนในประวัติศาสตร์จีน ดอกบัวเป็นดอกไม้บูชาเทพเจ้าในศาสนาฮินดู และเป็นดอกไม้ประจำพระพุทธศาสนา ดอกบัวเป็นดอกไม้ประจำชาติต่างๆ เช่น เวียดนาม อียิปต์ อินเดีย บังกลาเทศ ศรีลังกา


ภาพตราประจำจังหวัดอุบลราชธานี

ประวัติศาสตร์ดอกบัวในไทย
ประเทศไทยนั้นเดิมทีเป็นถิ่นกำเนิดของดอกบัวหลากหลายสายพันธุ์ เช่นดอกบัวจลกลณี บัวสัตตบรรณ แต่คนไทยได้นำคติความเชื่อเรื่องดอกบัวมาจากต่างประเทศ เช่น ดอกบัวในพระพุทธศาสนา ความมงคลของดอกบัวของชาวอินเดีย บัวสี่เหล่า เห็นกงจักรเป็นดอกบัว การนำดอกบัวไปไหว้พระพุทธรูปหรือไหว้เทพเจ้าฮินดู เป็นต้น มีก็ยังมีการนำดอกบัวชนิดต่างๆ นำเข้ามาจากต่างประเทศเช่น บัววิคตอเรีย (บัวกระด้ง, บัวอะเมซอน) บัวฝรั่ง เป็นต้น นอกจากนี้ดอกบัวยังถูกนำมาเป็นดอกไม้ประจำจังหวัดปทุมธานี, พิจิตร, สุโขทัย, ยโสธร, หนองบัวลำภู, อุบลราชธานีอีกด้วย แต่มีเฉพาะปทุมธานี กับอุบลราชธานีเท่านั้น ที่นำดอกบัวมาเป็นตราประจังหวัดและชื่อจังหวัดมีความหมายเกี่ยวกับดอกบัวด้วย


ภาพตราประจำจังหวัดปทุมธานี

ดอกบัวในวรรณคดี
บัวปรากฏในนิราศธารโศก พระนิพนธ์ของเจ้าฟ้าธรรมาธิเบศ (เจ้าฟ้ากุ้ง)

บัวบานในคงคา
นึกผ้าสีบัวโรยบาง
นวลละอองอ่องขลิบนาง
น้องเราห่มลอยชายงาม



สังเกตว่าระบำดอกบัว เองก็ได้รับอิทธิพลจากอินเดียมาก เช่น สไบที่พัฒนามาจากส่าหรี ความมงคลของดอกบัว นาฏศิลป์ไทยที่พัฒนามาจากนาฏศิลป์อินเดีย

ระบำดอกบัว
ระบำดอกบัว เป็นการแสดงชุดหนึ่งจากละครเรื่อง "รถเสน" ตอนหมู่นางรำ แสดงถวายท้าววรถสิทธิ์ ซึ่งกรมศิลปากรได้ปรับปรุงขึ้น แสดงให้ประชาชนชมเมื่อ พ.ศ. 2500 ผู้ประพันธ์บทร้องคือ อาจารย์มนตรี ตราโมท ใช้ทำนองเพลงสร้อยโอ้ลาวของเก่า เป็นการแสดงหมู่ การแต่งกาย นุ่งจีบหน้านางห่มสไบเฉียง ใส่เครื่องประดับ หรือนุ่งจีบหน้านางห่มสไบเฉียงสองชาย ใส่เครื่องประดับ อุปกรณ์ ดอกบัวประดิษฐ์ เครื่องดนตรีที่ใช้ประกอบการแสดง ใช้วงปี่พาทย์เครื่องห้าไม้นวม หรือไม้แข็งก็ได้

เนื้อเพลง
เหล่าข้าคณาระบำ ร้องรำกันด้วยเริงร่า
ฟ้อนส่ายให้พิศโสภา เป็นทีท่าเยื้องยาตรนาดกราย
ด้วยจิตจงรักภักดี มิมีจะเหนื่อยแหนงหน่าย
ขอมอบชีวิตและกาย ไว้ใต้เบื้องพระบาทยุคล
เพื่อทรงเกษมสราญ และชื่นบานพระกมล
ถวายฝ่ายฟ้อนอุบล ล้วนวิจิตรพิศอำไพ
อันปทุมยอดผกา ทัศนาก็วิไล
งามตระการบานหทัย หอมจรุงฟุ้งขจร
ล้ายจะยวนเย้าภมร บินวะว่อนฟอนสุคันธ์

ท่องเที่ยวทั่วไทยไปชมดอกบัว
พิพิธภัณฑ์ดอกบัวที่ปทุมธานี


บึงบอระเพ็ดที่นครสวรรค์


ทะเลน้อยที่พัทลุง


ขอขอบพระคุณข้อมูลและรูปภาพจาก
en.wikipedia.org
entertain.tidtam.com
globalegyptianmuseum.org
www.isangate.com
www.kmonic.com
th.wikipedia.org
www.dek-d.com
www.youtube.com


แก้ไขล่าสุดโดย Volwar เมื่อ Fri Nov 25, 2011 12:45 pm, ทั้งหมด 3 ครั้ง (Reason for editing : แก้ไขอักขระที่ผิด)

_________________
ตอนนี้เราสร้างเว็บบอร์ดใหม่ล่ะนะ 2 เว็บ

http://konklungtalay.thai-forum.net/

http://50secretsbkk.thai-forum.net/

http://siamois-wenhua.thai-forum.net/

avatar
Volwar
Webmaster
Webmaster

จำนวนข้อความ : 572
คะแนน : 770
คะแนนชื่อเสียง : 14
Join date : 23/01/2010
Age : 23
ที่อยู่ : ถนนเจริญยาก ถนนไม่มีรถเมล์ กทม.

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: วัฒนธรรมและชาวต่างชาติในสยาม

ตั้งหัวข้อ by Tabutuba on Fri Feb 04, 2011 11:56 pm

ดอกบัว เป็นดอกไม้ที่สวยที่สุดเเล้วสำหรับความคิดเรา
เหอ เหอ ชอบดูระบำดอกบัว ทำให้นึกถึงตอน ป.2 เหอๆ
avatar
Tabutuba
B Class
B Class

จำนวนข้อความ : 155
คะแนน : 195
คะแนนชื่อเสียง : 29
Join date : 07/01/2011
Age : 19
ที่อยู่ : kkw Band

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: วัฒนธรรมและชาวต่างชาติในสยาม

ตั้งหัวข้อ by Tabutuba on Sat Feb 05, 2011 10:55 am

บางกระดี่ เป็นชุมชนของมอญ
เเถมยังมีกระดี่ชุกชุมอีก เอ้ ปัจจุบันยังมีชุกชุมอีกไหมน้อ
avatar
Tabutuba
B Class
B Class

จำนวนข้อความ : 155
คะแนน : 195
คะแนนชื่อเสียง : 29
Join date : 07/01/2011
Age : 19
ที่อยู่ : kkw Band

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: วัฒนธรรมและชาวต่างชาติในสยาม

ตั้งหัวข้อ by Tabutuba on Sun Feb 06, 2011 2:27 pm

รูปภาพ ประกอบสวยจังเลย ^^
avatar
Tabutuba
B Class
B Class

จำนวนข้อความ : 155
คะแนน : 195
คะแนนชื่อเสียง : 29
Join date : 07/01/2011
Age : 19
ที่อยู่ : kkw Band

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

ออกญาวิชาเยนทร์ ท้าวทองกีบม้า (มีข้อมูลใหม่มาเพิ่มเติมสีแดง)

ตั้งหัวข้อ by Volwar on Mon Feb 07, 2011 9:35 pm

เกริ่น

ท่านออกญาวิชาเยนทร์ (คอนสแตนติน ฟอลคอน นามเดิมที่ประเทศกรีกชื่อว่า เยรากี แปลว่าเหยี่ยว) เป็นขุนนางชาวกรีก ที่มีอำนาจรองลงมาจากสมเด็จพระนารายณ์มหาราช เป็นชาวต่างชาติผู้มีบทบาทในประวัติศาสตร์กรุงศรีอยุธยาคนหนึ่ง และยังนำวิทยาการต่างๆ เข้ามาเมืองไทย และฟอลคอนนับเป็นขุนนางชาวตะวันตกคนแรกของไทย


ท่าท้าวทองกีบม้า (มารี กีมาร์) ชาวญี่ปุ่นเชื้อสายเบงกอล เคร่งครัดศาสนาคริสต์นิกายโรมันคาทอลิก ส่วนในสมัยก่อนนั้นผู้ใดที่เปลี่ยนไปนับถือศาสคริสต์นิกายโนมันคาทอลิกจะต้องเปลี่ยนไปเป็นชื่อนักบุญ ดังนั้นชาวญี่ปุ่นที่นับถือศาสนาคริสตังในอดีตชื่อมารีจึงไม่แปลก เพราะท้าวทองกีบม้าเองก็มีคนรับใช้ชาวจีนที่ชื่อคลาราและเป็นคริสตังด้วย อาศัยอยู่ในหมู่บ้านโปรตุเกส ซึ่งหมู่บ้านนี้ใช่ว่าจะมีแต่ชาวโปรตุเกสอาศัยอยู่เท่านั้น แต่ยังเป็นหมู่บ้านชาวต่างชาติที่นับถือศาสนาคริสต์นิกายโรมันคาทอลิกอาศัยอยู่รวมกัน ไม่ว่าจะเป็น ญี่ปุ่น เวียดนาม มอญ เขมร จีน ฯลฯ ท่าท้าวทองกีบม้า เป็นผู้ริเริ่มสอนชาวสยาม ให้ทำ ขนมทองหยิบ ทองหยอด ฝอยทอง สังขยา บ้าบิ่น หม้อแกง ทองม้วน เม็ดขนุน กระหรี่ปั๊ป ไข่เต่า สำปันนี (อาลัว) ทองพลุ ขนมผิง ฯลฯ


ประวัติ
ฟอลคอนเกิดที่แคว้นเซฟาโลเนีย (ประเทศกรีซ) เมื่อ ค.ศ. 1647 (พ.ศ. 2190) ในปี ค.ศ. 1662 (พ.ศ. 2205) ฟอลคอนอายุ 15 ปี ได้ออกจากบ้าน ขึ้นเรือของชาวอังกฤษเดินทางไปค้าขายยังประเทศต่างๆ ในปี ค.ศ. 1675 (พ.ศ. 2218) ฟอลคอนอายุ 25 ปี (แต่ว่าในบันทึกพบว่าอายุ 28 ปี อันนี้ใช้หลักลบปีมาเมืองสยาม กับปีเกิด) เดินทางมายังสยามในฐานะพ่อค้า วันหนึ่งท่านเรือแตกที่เมือมาลาบาร์ ประเทศอินเดีย ท่านได้เจอชาวสยามช่วยชีวิตชาวสยาม ซึ่งชาวสยามท่านนั้นเป็นทูตที่ไปเจริญสัมพันธไมตรีกับเปอร์เซีย (อิหร่าน) ฟอลคอนจึงนำเขากลับประเทศสยามด้วยเงินที่มีอยู่ และได้พบกับโกษาเหล็กเพื่อฝากฝังการทำงาน วันหนึ่งพวกพ่อค้าแขกมัวร์มาท้องพระโรงกราบทูลว่า พระคลังติดหนี้แขกมัวร์จำนวนมาก ฟอลคอนได้มาตรวจสอบพบว่า ทางสยามไม่ได้ติดหนี้แขกมัวร์ แต่พวกแขกมั่ว เอ๊ยแขกมัวร์ต่างหากที่ติดหนี้พระคลัง จากเหตุการณ์ครั้งนั้นทำให้ ฟอลคอนได้เข้ามามีบทบาทในราชสำนักสยาม ในรัชสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราชมากขึ้น จนถึงเป็นออกญา (เจ้าพระยา) ผู้มีอำนาจรองลงมาจากพระมหากษัตริย์เลยทีเดียว


ภาพหมู่บ้านโปรตุเกสในปัจจุบัน

ใน ปี ค.ศ. 1682 (พ.ศ. 2225) ฟอลคอนได้แต่งงานกับ มารี กีมาร์ ชาวญี่ปุ่นเชื้อสายเบงกอล ที่อาศัยอยู่ในหมู่บ้านโปรตุเกส ซึ่งนางไม่น่าจะมีเชื้อสายของชาวโปรตุเกส เพราะในสมัยนั้น หมู่บ้านโปรตุเกสเป็นหมู่บ้านรวมชาวคริสตังนานาชาติ ฟอลคอนอายุ 35 ปี มารีอายุ 16 ปี ห่างกันตั้ง 19 แน่ะ ต่อมาทั้งคู่ต่างมีบุตรชาย 2 คน คือ ยอร์ช ฟอลคอน และ ฮวน ฟอลคอน (ฮวน ชื่อชาวโปรตุเกส ไม่เหมือนชื่อฝรั่งทั่วไปเลยแฮะ) มารี เป็นคนชอบทำอาหาร ต่อมาฟอลคอนได้พามารี เข้าวังและเผยแพร่ขนมสูตรโปรตุเกสในวังหลวง อาทิ ทองหยิบ ทองหยอด ฝอยทอง ฯลฯ การแต่งงานของมารี กับ ฟอลคอน ทำให้นางจากเป็นสามัญชนคนธรรมดา กลายเป็นมหาเศรษฐี ร่ำรวยเงินทองและชื่อเสียง เนื่องจากสามีเป็นอัครมหาเสนาบดี คนดปรดปรานขององค์สมเด็จพระนารายณ์มหาราช นางไปที่ใด ก็จะไปอย่างพระราชินีเลย จากเมื่อก่อนไปแบบคนธรรมดาแท้ๆ


ภาพราชทูตฝรั่งเศสเชอร์เวียร์เดอ โชมองต์
ถวายสาสน์แด่องค์สมเด็จพระนารายณ์มหาราช
โดยมีฟอลคอนยกมือเงยหน้าขึ้น


ในปี ค.ศ. 1688 (พ.ศ. 2231) องค์สมเด็จพระนารายณ์มหาราชสวรรคต เจ้าพระยาสุรสีห์ (ทองคำ) ปราบดาภิเษกเป็นพระเพทราชา และทรงประหารฟอลคอน ส่วนมารี นั้นถูกลดจากภรรยาท่านขุนนางไปเป็นทาสในห้องเครื่อง (ห้องครัวของวัง) แต่มารี ได้ทำขนมสูตรโปรตุเกส อร่อยๆ ทำให้เกิดเป็นของถวาย จนกระทั่งหลวงสรศักดิ์ (พระเสือ) ได้ทรงรู้ว่ามารี เป็นคนทำขนมโปรตุเกส จึงพยายามทำทุกวิถีทางให้นางตกเป็นของหลวงสรศักดิ์ จนกระทั่งหลวงสรศักดิ์ทรงกริ้วจึงสั่งให้นางไปเป็นทาสทำงานหนักขุดดิน และแล้วผ่านไป 2 ปี หลวงสรศักดิ์เลิกสนใจในตัวนางแล้ว นางใช้ชีวิตอย่างแร้นแค้น


ใน ปี ค.ศ. 1709 (พ.ศ. 2252) พระเจ้าเสือ (หลวงสรศักดิ์) สิ้นพระชนม์ พระเจ้าอยู่หัวท้ายพระพระราชโอรสของพระเจ้าเสือขึ้นครองราชย์ และให้มารี เข้ามาทำงานในวังอีกครั้ง นางได้รับการแต่งตั้งเป็นหัวหน้าพนักงานวิเสทและได้รับการแต่งตั้งเป็นคุณท้าวใบริวาร 2,000 คน ทำหน้าที่เก็บผลไม้ ดูและพระภูษา เครื่องนุ่งห่มของพระมหากษัตริย์ ดูแลเครื่องเงิน เครื่องทองในพระราชสำนัก ดูแลรายจ่ายในราชสำนัก ชื่อคุณท้าวเดอกีมาร์ คนสยามสมัยนั้นออกเสียงยากจึงกลายเป็น ท้าวทองกีบม้า นางมีอายุยืนยาวถึง 4 รัชกาล คือสมเด็จพรพนารายณ์มหาราช, สมเด็จพระมหาบุรุษ (พระเพทราชา), พระสรรเพชญ์ที่ 8 (พระเจ้าเสือ), และสมเด็จพระสรรเพชญ์ที่ 9 (สมเด็จพระภูมินทรมหาราชาท้ายสระ) นางมารีได้เสียชีวิตใน ปี พ.ศ. 2265 ในรัชสมัยพระเจ้าอยู่หัวท้ายสระนั่นเอง

ต่อไปจะลงเรื่องขนมไทย

ขอขอบพระคุณรูปภาพจาก
หนังสือฟอลคอนของสำนักพิมพ์ อีคิวพลัส
หนังสือท้าวทองกีบม้าของสำนักพิมพ์ อีคิวพลัส
th.wikipedia.org
gotoknow.org
market.onlineoops.com
thaispecial.co
www.thaispecial.com


แก้ไขล่าสุดโดย Volwar เมื่อ Sun Sep 11, 2011 1:54 pm, ทั้งหมด 3 ครั้ง (Reason for editing : แก้ไขรูปภาพ)

_________________
ตอนนี้เราสร้างเว็บบอร์ดใหม่ล่ะนะ 2 เว็บ

http://konklungtalay.thai-forum.net/

http://50secretsbkk.thai-forum.net/

http://siamois-wenhua.thai-forum.net/

avatar
Volwar
Webmaster
Webmaster

จำนวนข้อความ : 572
คะแนน : 770
คะแนนชื่อเสียง : 14
Join date : 23/01/2010
Age : 23
ที่อยู่ : ถนนเจริญยาก ถนนไม่มีรถเมล์ กทม.

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: วัฒนธรรมและชาวต่างชาติในสยาม

ตั้งหัวข้อ by Tabutuba on Tue Feb 08, 2011 6:23 pm

ขนมไทย........^^
avatar
Tabutuba
B Class
B Class

จำนวนข้อความ : 155
คะแนน : 195
คะแนนชื่อเสียง : 29
Join date : 07/01/2011
Age : 19
ที่อยู่ : kkw Band

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: วัฒนธรรมและชาวต่างชาติในสยาม

ตั้งหัวข้อ by Tabutuba on Tue Feb 08, 2011 10:30 pm

ขนมไทยเป็นขนมประจำชาติไทย ที่มีความปราณีตสวยงามที่สุด
โดยเฉพาะ ขนมชั้น กุหลาบ ลูกชุบ บัวลอย สาคู โอ้น่ากิน
(แอบดีใจที่มีขนมประจำชาติไทยด้วย ล่ะ ^^) bounce
avatar
Tabutuba
B Class
B Class

จำนวนข้อความ : 155
คะแนน : 195
คะแนนชื่อเสียง : 29
Join date : 07/01/2011
Age : 19
ที่อยู่ : kkw Band

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: วัฒนธรรมและชาวต่างชาติในสยาม

ตั้งหัวข้อ by Tabutuba on Wed Feb 09, 2011 10:36 pm

โอ้ เสียงไวโอลินไพเราะมาก แถมนำมาบรรเลงโน้ตเพลงไทยเข้ากันได้
ดีกับเปียโนเลยล่ะ เสียงชวนฟัง
(สเเตนสวยด้วย^^ )
avatar
Tabutuba
B Class
B Class

จำนวนข้อความ : 155
คะแนน : 195
คะแนนชื่อเสียง : 29
Join date : 07/01/2011
Age : 19
ที่อยู่ : kkw Band

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

หน้า 1 จาก 6 1, 2, 3, 4, 5, 6  Next

อ่านหัวข้อก่อนหน้า อ่านหัวข้อถัดไป ขึ้นไปข้างบน


 
Permissions in this forum:
คุณไม่สามารถพิมพ์ตอบ