ประวัติศาสตร์ 77 จังหวัดทั่วไทย 5 5 1

ประวัติศาสตร์ 77 จังหวัดทั่วไทย

หน้า 3 จาก 6 Previous  1, 2, 3, 4, 5, 6  Next

อ่านหัวข้อก่อนหน้า อ่านหัวข้อถัดไป Go down

Re: ประวัติศาสตร์ 77 จังหวัดทั่วไทย

ตั้งหัวข้อ by *!!~AlFeiLai~!!* on Mon May 24, 2010 8:27 pm

อินทนิลน้ำ สวยง่า เดี๋ยวนี้รู้สึกแปลกๆชอบสีม่วง={}=;;

*!!~AlFeiLai~!!*
B Class
B Class

จำนวนข้อความ: 265
คะแนน: 299
คะแนนชื่อเสียง: 21
Join date: 28/03/2010
Age: 18
ที่อยู่: ประเทศไทย

ดูข้อมูลส่วนตัว https://www.facebook.com/hachimitsu.layla

ขึ้นไปข้างบน Go down

ต้นไม้ไทยภาคตะวันออก

ตั้งหัวข้อ by Volwar on Mon May 24, 2010 8:43 pm



จันทบุรี-จัน
เป็นผลไม้ชนิดหนึ่งที่ไม้มีกลิ่นหอม เป้นต้นไม้ประจำจังหวัดจันทบุรี
ต้นไม้ประจำจังหวัด : จันทบุรี
ชื่อสามัญ : ไม่ทราบแน่ชัด
ชื่อวิทยาศาสตร์ : Diospyros decandra Lour.
วงศ์ : EBENACEAE
ชื่ออื่น : จัน จันอิน จันโอ (ทั่วไป), จันขาว จันลูกหอม (ภาคกลาง)
ลักษณะทั่วไป : เป็นไม้ยืนต้นสูง 20 เมตร ยอดอ่อนมีขน ใบเป็นใบเดี่ยวเรียงสลับ รูปขอบขนานหรือรูปรี ดอก แยกเพศ เพศผู้เป็นช่อ กลีบดอกเชื่อมติดกันเป็นรูปคนโท สีขาวนวล ดอกเพศเมียเป็นดอกเดี่ยวลักษณะคล้ายกับดอกเพศผู้แต่มีขนาดใหญ่กว่า ผลเป็นผลสดมีสองลักษณะคือ ทรงกลมแป้นเรียกว่าลูกจัน และทรงกลมเรียกว่าลูกอิน เมื่อสุกสีเหลือง มีกลิ่นหอม และกลีบเลี้ยงยังคงติดอยู่
ขยายพันธุ์ : โดยการเพาะเมล็ด
สภาพที่เหมาะสม : เจริญเติบโตได้ดีในดินทุกชนิด กลางแจ้ง
ถิ่นกำเนิด : ประเทศไทย
ประโยชน์ : ปลูกในสวนเพื่อให้ร่มเงา และ ดูผลผลสวยมีกลิ่นหอม เป็นไม้เนื้อหอม (หายากมาก) ผลสุกรับประทานได้ มีรสหวานและมีกลิ่นหอม แก้ อาการนอนไม่หลับกระวนกระวาย



ฉะเชิงเทรา-นนทรีป่า
นนทรีเป็นต้นไม้ที่ค่อนข้างโตเร็ว ปลูกง่าย แข็งแรง ทนทาน เหมาะ สำหรับปลูกประดับอาคารสถานที่ หรือสองข้างถนนหนทาง ให้ร่มเงาและป้องกันลมได้ดี รูปทรงและดอก งดงาม ใช้เป็นร่มเงาในสวนกาแฟ ได้ดีมาก เพราะเป็นต้นไม้ตระกูล ถั่ว ช่วยบำรุงดินให้อุดมสมบูรณ์ขึ้นด้วย
ต้นไม้ประจำจังหวัด : ฉะเชิงเทรา
ชื่อสามัญ : Copper pod
ชื่อวิทยาศาสตร์ : Peltophorum dasyrachis Kurz, ex Baker
วงศ์ : LEGUMINOSAE
ชื่ออื่น : กว่าเซก (เขมร-กาญจนบุรี), คางรุ้ง คางฮ่ง (พิษณุโลก), จ๊าขาม ช้าขม (ลาว), ตาเซก (เขมร-บุรีรัมย์), นนทรีป่า (ภาคกลาง), ราง (ส่วย-สุรินทร์), ร้าง อะราง อะล้าง (นครราชสีมา), อินทรี (จันทบุรี)
ลักษณะทั่วไป : เป็นไม้ยืนต้นขนาดกลางสูง 15–30 เมตร เรือนยอดเป็นรูปพุ่มกลมทึบ เปลือกต้นสีทองหรือสีเทาอมน้ำตาล ใบเป็นใบประกอบแบบขนนกสองชั้น ใบย่อยรูปขอบขนานปลายใบและโคนใบมน ออกเป็นคู่ตรงข้ามกัน ออกดอกเป็นช่อตามปลายกิ่งหรือง่ามใบ สีเหลืองสด กลีบดอกมีลักษณะย่น ออกดอกพร้อมกับใบอ่อนช่วงเดือนมกราคม-มีนาคม ผลเป็นฝักแบนรูปหอก
ขยายพันธุ์ : โดยการเพาะเมล็ด
สภาพที่เหมาะสม : เจริญเติบโตได้ดีในดินทุกชนิด กลางแจ้ง
ถิ่นกำเนิด : ป่าดงดิบแล้งทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และตามป่าโปร่งภาคเหนือของประเทศไทย
ประโยชน์ : เนื้อไม้สีชมพูอ่อนหรือน้ำตาลแกมชมพู เป็นมันเลื่อม เสี้ยนตรงหรือเป็นลูกคลื่น ใช้ทำสิ่งก่อสร้าง เครื่อง เรือน เปลือกมีรสฝาด รับประทานเป็นยากล่อมเสมหะ แก้โรคท้องร่วงเป็นยาขับลม



ชลบุรี-ประดู่ป่า
เป็นพันธุ์ไม้ที่สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ พระราชทานเพื่อปลูกเป็นมงคลจังหวัดชลบุรี เมื่อวันที่ 9 พฤษภาคม 2537 ณ ศูนย์ประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ เป็นไม้ผลัดใบขึ้นในป่าเบญจพรรณและป่าดิบแล้ง สูงจากระดับน้ำทะเล 100 - 600 เมตร
ต้นไม้ประจำจังหวัด : ชลบุรี
ชื่อสามัญ : Bermese Ebony
ชื่อวิทยาศาสตร์ : Pterocarpus macrocarpus Kurz
วงศ์ : PAPILLIONACEAE
ชื่ออื่น : จิต๊อก (เงี้ยว-แม่ฮ่องสอน), ฉะนอง (เชียงใหม่), ดู่ ดู่ป่า (ภาคเหนือ), ตะเลอ เตอะเลอ (กะเหรี่ยง-แม่ฮ่องสอน), ประดู่ ประดู่ป่า (ภาคกลาง) ประดู่ ประดู่เสน (ราชบุรี, สระบุรี)
ลักษณะทั่วไป : เป็นไม้ยืนต้นขนาดใหญ่ สูง 15–25 เมตร เปลือกต้นสีน้ำตาลดำแตกเป็นสะเก็ด เปลือกในมีน้ำเลี้ยงสีแดง เนื้อไม้สีขาวอมเหลือง แก่นสีน้ำตาลแกมแดง เรือนยอดเป็นพุ่มกลมทึบ ใบเป็นใบประกอบแบบขนนกเรียงสลับ ใบย่อยรูปไข่ขอบขนาน ปลายใบเป็นติ่ง โคนใบมน ออกดอกเป็นช่อที่ซอกใบ รูปดอกถั่ว กลีบดอกสีเหลืองอ่อนกลิ่นหอม ผลแผ่เป็นปีกแบนๆ มีขนาดใหญ่กว่าประดู่บ้าน และมีขนปกคลุมทั่วไป
ขยายพันธุ์ : โดยการเพาะเมล็ด
สภาพที่เหมาะสม : ดินร่วน ทนแล้ง ต้องการน้ำปานกลาง
ถิ่นกำเนิด : ป่าเบญจพรรณชื้นและป่าดิบแล้งทั่วไป ในประเทศไทย
ประโยชน์ : เนื้อไม้สีแดงอมเหลือง เสี้ยนสนเป็นริ้ว เนื้อละเอียดปานกลาง มีลวดลายสวยงาม แข็งแรงทนทาน ใช้ทำ พื้น ต่อเรือ เครื่องเรือนที่สวยงาม เครื่องดนตรี เช่น ซอ ลูกและรางระนาด เปียโน เปลือกให้น้ำฝาดใช้ฟอกหนัง แก่น ให้สีแดงคล้ำใช้ย้อมผ้า



ตราด-หูกวาง
เป็นต้นไม้ที่ขึ้นตามป่าชายหาด พบได้ในเอชียเขตร้อนถึงออสเตรเลีย
ต้นไม้ประจำจังหวัด : ตราด
ชื่อสามัญ : Bengal Almond, Indian Almond, Sea Almond
ชื่อวิทยาศาสตร์ : Terminalia catappa Linn.
วงศ์ : COMBRETACEAE
ชื่ออื่น : โคน (นราธิวาส), ดัดมือ ตัดมือ (ตรัง), ตาปัง (พิษณุโลก, สตูล), ตาแปห์ (มลายู-นราธิวาส), หลุมปัง (สุราษฎร์ธานี), หูกวาง (ภาคกลาง)
ลักษณะทั่วไป : เป็นไม้ยืนต้นผลัดใบสูง 8–25 เมตร เปลือกเรียบ กิ่งแตกรอบลำต้นตามแนวนอนเป็นชั้นๆ คล้ายฉัตร ใบเป็นใบเดี่ยว ออกเวียนสลับถี่ตอนปลายกิ่ง ใบรูปไข่ ปลายใบแหลมเป็นติ่งสั้นๆ โคนใบสอบแคบ เว้า ออกดอกเป็นช่อตามซอกใบ ขนาดเล็ก สีขาวนวล ออกดอกช่วงเดือนกุมภาพันธ์-เมษายน ผลเป็นรูปไข่หรือรูปรีป้อมๆ แบนเล็กน้อย เมื่อแห้งสีดำคล้ำ
ขยายพันธุ์ : โดยการเพาะเมล็ด
สภาพที่เหมาะสม : ดินร่วนปนทราย ระบายน้ำได้ดี
ถิ่นกำเนิด : ป่าชายหาด หรือตามโขดหินริมทะเลในเอเชียเขตร้อนและทางเหนือของออสเตรเลีย และกระจายพันธุ์มาจากประเทศสิงค์โปร์และมาทางใต้ของประเทศไทย
ประโยชน์ : เปลือกและผลมีรสฝาดมาก ใช้แก้ท้องเสีย ย้อมหนังสัตว์ ทำหมึก เมล็ดในผลรับประทานได้ ให้น้ำมัน คล้ายน้ำมันอัลมอนด์



ปราจีนบุรี-ศรีมหาโพธิ
ต้นศรีมหาโพธิได้เป็นต้นไม้ประจำจังหวัดปราจีนบุรีเพราะว่ามี ต้นศรีมหาโพธิ์ ที่เก่าแก่ที่สุดในไทย สันนิษฐานว่าต้นศรีมหาโพธิที่วัดศรีมหาโพธินั้นแตกหน่อจากต้นศรีมหาโพธิที่สถานที่ที่พระพุทธเจ้าตรัสรู้ จึงมีอายุมากว่า 2,000 ปี ตามตำนานกล่าวว่า พระเจ้าทวานัมปะยะดิษฐ์เจ้าครองเมืองศรีมโหสถในสมัยขอมเรืองอำนาจนั้น ทรงเลื่อมใสในพุทธศาสนาจึงได้ส่งทูตไปขอกิ่งต้นศรีมหาโพธิที่พระพุทธเจ้าตรัสรู้มาปลุกไว้ที่ปราจีนบุรีจนถึงปัจจุบัน
ต้นไม้ประจำจังหวัด : ปราจีนบุรี
ชื่อสามัญ : Sacred Fig Tree, Pipal Tree, Bo-Tree
ชื่อวิทยาศาสตร์ : Ficus religiosa Linn.
วงศ์ : URTICACEAE
ชื่ออื่น : ปู (เขมร), โพ โพศรีมหาโพธิ (ภาคกลาง), ย่อง (เงี่ยว-แม่ฮ่องสอน), สลี (ภาคเหนือ)
ลักษณะทั่วไป : เป็นไม้ยืนต้นสูง 20–30 เมตร เปลือกต้นสีน้ำตาล มียางสีขาว ใบเป็นใบเดี่ยวเรียงสลับ รูปหัวใจ ออกดอกจำนวนมาก ขนาดเล็ก ออกดอกตลอดทั้งปี ผลเป็นผลสดทรงกลม เมื่อสุกสีม่วงดำ
ขยายพันธุ์ : โดยการเพาะเมล็ด
สภาพที่เหมาะสม : สภาพดินทุกชนิด ต้องการน้ำปานกลาง
ถิ่นกำเนิด : อินเดีย และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
ประโยชน์ : ปลูกเพื่อความร่มรื่นย์ เพื่อทางศาสนา



ระยอง-สารภีทะเล
เป็นต้นไม้ที่มีดอกสวยงามมีถิ่นกำเนิดตามชายทะเลในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
ต้นไม้ประจำจังหวัด : ระยอง
ชื่อสามัญ : Alexandrian Laurel.
ชื่อวิทยาศาสตร์ : Calophyllum inophyllum Linn.
วงศ์ : GUTTIFERAE
ชื่ออื่น : กระทิง กากะทิง (ภาคกลาง), ทิง (กระบี่), เนาวกาน (น่าน), สารภีทะเล (ประจวบคีรีขันธ์), สารภีแนน (ภาคเหนือ)
ลักษณะทั่วไป : เป็นไม้ยืนต้นขนาดกลางถึงขนาดใหญ่สูง 20–25 เมตร ใบเป็นใบเดี่ยว ไม่ผลัดใบ เรือนยอดเป็นพุ่มกลม สีเขียวเข้ม กิ่งอ่อนเกลี้ยง ยอดอ่อนเรียวเล็ก ปลายทู่ เปลือกเรียบสีเทาอ่อนหรือน้ำตาลปนเหลือง เปลือกในสีชมพูเนื้อไม้สีน้ำตาลปนแดง ออกดอกเป็นช่อสั้นที่ซอกใบบริเวณปลายกิ่ง มีดอกย่อย กลีบดอกสีขาว เกสรเพศผู้สีเหลือง มีกลิ่นหอม ออกดอกช่วงเดือนตุลาคม-ธันวาคม ผลเป็นผลสดทรงกลม ปลายผลเป็นติ่งแหลม เมื่อสุกจะมีสีเหลือง
ขยายพันธุ์ : เพาะเมล็ด
สภาพที่เหมาะสม : สภาพดินร่วนปนทรายหรือดินทราย ความชุ่มชื้นปานกลาง
ถิ่นกำเนิด : ตามชายทะเล ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
ประโยชน์ : ไม้ใช้ก่อสร้างเครื่องตกแต่งบ้าน เครื่องมือกสิกรรม ใช้ทำเรือ ดอกปรุงเป็นยาหอม บำรุงหัวใจ น้ำมันสกัดจากเมล็ดใช้ทาแก้ปวดข้อ ทำเครื่องสำอาง ปลูกเป็นไม้ประดับ



สระแก้ว-มะขามป้อม
"มะขามป้อม" นอกจากจะเป็นต้นไม้ประจำจังหวัดแล้ว ยังเป็นต้นไม้มงคลที่มีการกล่าวถึงตั้งแต่สมัยพุทธกาล ชาวฮินดูเรียกมะขามป้อมอีกชื่อหนึ่งว่า "อะมะลา" หรือ "อะมะลิกา" ตามพุทธประวัติ กล่าวไว้เช่นเดียวกับมะม่วง นั่นคือในคราวที่พระพุทธเจ้าเสด็จไปเก็บมะม่วงนั้น ทรงเก็บมะขามป้อมมาด้วย สำหรับคนไทย บรรพชนได้นำหลายๆ ส่วนของ "มะขามป้อม" มาใช้ประโยชน์ในหลายๆ ด้าน อาทิ นำมาใช้เป็นยาสมุนไพรรักษาโรค เป็น น้ำผลไม้แก้กระหาย เป็นขนมหวานรสอร่อย ปัจจุบันนี้ "มะขามป้อม" ยังคงทำหน้าที่ของ ไม้ผลยืนต้นที่ให้ร่มเงาและความชุ่มชื้น รวมถึงเป็นอาหารและยารักษาสรรพโรคให้กับมวลมนุษยชาติ
ต้นไม้ประจำจังหวัด : สระแก้ว
ชื่อสามัญ : Malccea Tree
ชื่อวิทยาศาสตร์ : Phyllanthus emblica Linn.
วงศ์ : EUPHORBIACEAE
ชื่ออื่น : กันโตด (เขมร-จันทบุรี), กำทวด (ราชบุรี), มะขามป้อม (ทั่วไป), มั่งลู่ สันยาส่า (กะเหรี่ยง-แม่ฮ่องสอน)
ลักษณะทั่วไป : เป็นไม้ยืนต้นสูง 8–12 เมตร เปลือกต้นสีน้ำตาลปนเทา ผิวค่อนข้างเรียบ เรือนยอดรูปร่ม ใบเป็นใบประกอบแบบขนนกรูปขอบขนานติดเป็นคู่ ขนาดเล็ก เรียงสลับ ออกดอกรวมกันเป็นกระจุกตามง่ามใบ ดอกขนาดเล็กมาก สีเหลืองนวล ออกดอกช่วงเดือนมกราคม-เมษายน ผลเป็นผลสดทรงกลม อุ่มน้ำ สีเขียวอ่อนค่อนข้างใส
ขยายพันธุ์ เพาะเมล็ด
สภาพที่เหมาะสม : ดินทุกชนิด ทนแล้งได้
ถิ่นกำเนิด : เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และป่าเบญจพรรณแล้งหรือป่าแดง
ประโยชน์ : ใช้ทำอาหาร ใช้ทำสมุนไพรที่มีสรรพคุณมากมาย

อ้างอิง

th.wikipedia.org
www.panmai.com
www.saunmitpranee.com
www.dnp.go.th
www.rakbankerd.com
www.shc.ac.th
www.doctor.or.th
http://202.143.168.214/uttvc/chomromaourek/chomromaourek/chomrom24.htm
คู่มือท่องเที่ยวปราจีนบุรีของ อสท


แก้ไขล่าสุดโดย Volwar เมื่อ Sat May 29, 2010 11:33 am, ทั้งหมด 1 ครั้ง

_________________
ตอนนี้เราสร้างเว็บบอร์ดใหม่ล่ะนะ 2 เว็บ

http://konklungtalay.thai-forum.net/

http://50secretsbkk.thai-forum.net/

http://siamois-wenhua.thai-forum.net/


Volwar
Webmaster
Webmaster

จำนวนข้อความ: 572
คะแนน: 770
คะแนนชื่อเสียง: 14
Join date: 23/01/2010
Age: 21
ที่อยู่: ถนนเจริญยาก ถนนไม่มีรถเมล์ กทม.

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

ต้นไม้ไทยภาคตะวันตก

ตั้งหัวข้อ by Volwar on Tue May 25, 2010 7:48 pm



กาญจนบุรี-ขานาง
เป็นต้นไม้ดอกประจำจังหวัดกาญจนบุรี มีถิ่นกำเนิดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
ต้นไม้ประจำจังหวัด : กาญจนบุรี
ชื่อสามัญ : Moulmein Lancewood
ชื่อวิทยาศาสตร์ : Alstonia macrohpylla Wall
วงศ์ : Homalium tomentosum Benth.
ชื่ออื่น : ขานาง (ภาคกลาง,เชียงใหม่,มจันทบุรี), ขางนาง คะนาง (ภาคกลาง), ค่านางโคด (ระยอง), ช้างเผือกหลวง (เชียงใหม่), แซพลู้ (กะเหรี่ยง-กาญจนบุรี), ปะหง่าง (ราชบุรี), เปลือย (กาญจนบุรี), เปื๋อยคะนาง เปื๋อยนาง (อุตรดิตถ์), เปื๋อยค่างไห้ (ลำปาง), ลิงง้อ (นครราชสีมา)
ลักษณะทั่วไป : เป็นไม้ยืนต้นผลัดใบสูง 15–30 เมตร เปลือกต้นสีขาวนวล เรือนยอดเป็นพุ่มทึบ กิ่งอ่อนมีขนสีน้ำตาลนุ่ม ใบเป็นใบเดี่ยวเรียงสลับ รูปไข่ ขอบใบหยักคล้ายฟันเลื่อย ออกดอกเป็นช่อตามง่ามใบและปลายกิ่ง ดอกขนาดเล็ก สีเหลืองอ่อน ออกดอกช่วงเดือนมีนาคม-พฤษภาคม
ขยายพันธุ์ : โดยการเพาะเมล็ด
สภาพที่เหมาะสม : ดินที่มีหินปูนปนอยู่มาก น้ำและความชื้นปานกลาง
ถิ่นกำเนิด : เอเชยตะวันออกเฉียงใต้
ประโยชน์ : ใช้ทำคาน เกวียน เครื่องเรือน คราด และกระดาน ยาพื้นบ้าน จังหวัดสุรินทร์ ใช้ต้นต้มน้ำดื่ม เป็นยาแก้อัมพฤกษ์ อัมพาต



ตาก-แดง
เป็นต้นไม้ประจำจังหวัดตากที่มีข้อมูลประวัติไม่มากนัก
ต้นไม้ประจำจังหวัด : ตาก
ชื่อสามัญ : Iron Wood
ชื่อวิทยาศาสตร์ : Xylia sylocarpa Var. kerrii (Craib & Hutch.) I. Nielsen
วงศ์ : LEGUMINOSAE
ชื่ออื่น : กร้อม (ชาวบน-นครราชศรีมา), ไคว (กะเหรี่ยง-แม่ฮ่องสอน), คว้าย (กะเหรี่ยง-เชียงใหม่, กาญจนบุรี), ไคว เพร่ (กะเหรี่ยง-แม่ฮ่องสอน), จะลาน จาลาน (เงี้ยว-แม่ฮ่องสอน), แดง (ทั่วไป), ตะกร้อม (ชอง-จันทบุรี), ปราน (ส่วย-สุรินทร์) ไปรน์ (ศรีษะเกษ), ผ้าน (ละว้า-เชียงใหม่), เพ้ย (กะเหรี่ยง-ตาก), สะกรอม (เขมร-จันทบุรี)
ลักษณะทั่วไป : เป็นไม้ยืนต้น สูง 15–30 เมตร กิ่งก้านและยอดอ่อนมีขนละเอียดสีเหลือง ใบเป็นใบประกอบแบบขนนกสองชั้นเรียงสลับ ประกอบด้วย 2 ช่อ ใบแตกออกเป็น 2 ง่าม ใบย่อย 4–5 คู่รูปไข่หรือรูปไข่แกมขอบขนาน ออกดอกเป็นช่อทรงกลมคล้ายดอกกระถิน ที่ปลายกิ่งและซอกใบ กลีบดอกสีขาว ผล เป็นฝักรูปไต แบน แข็ง
ขยายพันธุ์ : โดยการเพาะเมล็ด
สภาพที่เหมาะสม : สภาพดินที่ค่อนข้างอุดมสมบูรณ์ ต้องการแสงแดด
ถิ่นกำเนิด : เป็นไม้หลักของป่าเบญจพรรณ และป่าเต็งทั่วๆ ไป ในประเทศไทย
ประโยชน์ : เนื้อไม้สีแดงเรื่อๆ หรือน้ำตาลอมแดง เสี้ยนเป็นคลื่น เนื้อละเอียดแข็งเหนียว หนัก มีความทนทานสูง เลื่อยและตกแต่งได้ยาก เหมาะสำหรับการก่อสร้างที่ต้องการความมั่นคงแข็งแรง เช่น เสาบ้าน คาน เสาสะพาน คันไถ เกวียน ต่อเรือ หมอนรองรางรถไฟ เครื่องตกแต่งบ้าน เครื่องมือทางการเกษตร ฯลฯ ประโยชน์ทางยา แก่น ใช้ผสมยาแก้ทางโลหิตและโรคกษัย เห็นที่เกิดจากไม้แดง แก้พิษ โลหิตและอาการปวดอักเสบของฝี ต่างๆ ดับพิษ ไข้กาฬ เปลือก มีรสฝาด ใช้สมานธาตุ ดอก ผสมยาแก้ไข บำรุงหัวใจ เมล็ด นำมารับประทานได้



ประจวบคิรีขันธ์-เกด

ต้นไม้ประจำจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ชื่อเกดปรากฏในเรื่อง ขุนช้างขุนแผน และ รามเกียรติ์ พระราชนิพนธ์ รัชกาลที่ 1
ต้นไม้ประจำจังหวัด : ประจวบคีรีขันธ์
ชื่อสามัญ : Milkey Tree
ชื่อวิทยาศาสตร์ : Manilkara hexandra
วงศ์ : SAPOTACEAE
ชื่ออื่น : ครินี ไรนี (ฮินดู), เกด (กลาง)
ลักษณะทั่วไป : เป็นไม้ยืนต้น สูงประมาณ 8-15 เมตร เรือนยอดเป็นพุ่มกลม ใบสีเขียวเข้มเป็นมัน รูปทรงคล้ายรูปหัวใจ ออกดอกเป็นกลุ่ม ตามง่ามใบ ดอกสีเหลืองอ่อน มีกลิ่นหอม แต่ละดอกมี 18 กลีบ มีกลีบรองดอก 6 กลีบเรียงซ้อนกันเป็น 2 ชั้น ออกดอกช่วงเดือนมกราคม ถึง เดือนกรกฎาคม
การขยายพันธุ์ : เพาะเมล็ด และตอนกิ่ง
สภาพที่เหมาะสม : ป่าดงดิบแล้ง และป่าชายหาดทางใต้ ต้องการแสงแดดจัด ต้องการน้ำน้อย
ถิ่นกำเนิด : เอเชีย ประเทศไทยตั้งแต่จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ลงไป และตามเกาะต่างๆ
ประโยชน์ : ใช้เป็นไม้ดอกไม้ประดับ



เพชรบุรี-หว้า
หว้า ชื่ออื่นๆ หว้า, ห้าขี้แพะ เป็นไม้ประเภทไม้ยืนต้น มีถิ่นกำเนิด จากอินเดียจนถึงเอเซียตะวันออกเฉียงใต้ ในไทยพบทั่วไปตามป่าดิบชื้นและป่าผลัดใบ เป็นต้นไม้ประจำจังหวัดเพชรบุรี
ต้นไม้ประจำจังหวัด : เพชรบุรี
ชื่อสามัญ : Jambolan Plum, Java Plum, Black Poum, Black Plum
ชื่อวิทยาศาสตร์ : Syzygium cumini (Linn.) Skeets
วงศ์ : MYRTACEAE
ชื่ออื่น : ห้าขี้แพะ (เชียงราย)
ลักษณะทั่วไป : เป็นไม้ยืนต้นสูง 10–25 เมตร ใบเป็นใบเดี่ยวออกตรงข้าม แผ่นใบรูปรีหรือรูปไข่กลับ ปลายใบแหลม : โคนใบมน ดอกสีขาว ออกเป็นช่อตามง่ามใบ เกสรยาวเป็นพู่ ผลเป็นผลสดรูปรี
ขยายพันธุ์ : โดยการเพาะเมล็ด
สภาพที่เหมาะสม : สภาพดินร่วนที่อุดมสมบูรณ์
ถิ่นกำเนิด : เอเชียเขตร้อน จากอินเดียถึงมาเลเซีย
ประโยชน์ : เปลือกต้น ต้มน้ำดื่มแก้บิด อมแก้ปากเปื่อย เนื้อไม้ ใช้ทำสิ่งปลูกสร้างที่อยู่ในร่ม ผลดิบ แก้ท้องเสีย ผลสุก รับประทานได้ ใช้ทำเครื่องดื่ม มีรสเปรี้ยวอมฝาด สามารถนำไปทำน้ำผลไม้ ไวน์เป็นเครื่องดื่มที่ให้สีม่วงกินแก้ท้องร่วงและบิด เมล็ด มีสารช่วยลดน้ำตาลในเลือด แก้ท้องเสีย ถอนพิษจากเมล็ดแสลงใจ



ราชบุรี-โมกมัน
เป็นต้นไม้ประจำจังหวัดราชบุรี พบได้ตามป่าเบญพรรณและป่าโปร่งในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
ต้นไม้ประจำจังหวัด : ราชบุรี
ชื่อสามัญ : Ivory, Darabela
ชื่อวิทยาศาสตร์ : Wrightia tomentosa Roem. & Schult.
วงศ์ : APOCYNACEAE
ชื่ออื่น : มักมัน (สุราษฎร์ธานี), มูกน้อย มูกมัน (น่าน), โมกน้อย โมกมัน (ทั่วไป), เส่ทือ แนแก (กะเหรี่ยง-แม่ฮ่องสอน), โมกมันเหลือง (สระบุรี)
ลักษณะทั่วไป : เป็นไม้ยืนต้นผลัดใบขนาดใหญ่ สูง 20 เมตร เปลือกของลำต้นเป็นสีน้ำตาลหรือสีเทาอ่อนและมียางขาว ใบเป็นใบเดี่ยว ออกเป็นคู่ตรงข้ามกัน แผ่นใบรูปรีป้อม หรือเป็นรูปไข่ ปลายใบและโคนใบแหลม ขอบใบเรียบเนื้อใบบาง ออกดอกเป็นช่อตามปลายกิ่ง กลีบรองดอกและโคนกลีบเชื่อมติดกันเป็นรูปท่อ ปลายกลีบแยกออกจากกันเป็น 5 กลีบ ดอกแรกบานจะมีสีขาวอมเหลือง ข้างนอกเป็นสีเขียวอ่อน ผลเป็นฝักรูปทรงกระบอก ผิวฝักขรุขระ ฝักแก่เต็มที่จะแตกออกเป็นร่อง เมล็ดเป็นรูปยาว
ขยายพันธุ์ : เพาะเมล็ด
สภาพที่เหมาะสม ดินทุกชนิด กลางแจ้ง ทนแสงแดดจัด
ถิ่นกำเนิด : ป่าเบญจพรรณ และป่าโปร่งทั่วไป ในเอเชียคะวันออกเฉียงใต้
ประโยชน์ : สมุนไพร กลุ่มยาแก้บิด ท้องเดิน ท้องร่วง โรคกระเพาะ ใบ ขับเหงื่อ ดอก เป็นยาระบาย ผล แก้โรครำมะนาด เปลือก แก้โรคคุดทะราด กระพี้ บำรุงถุงน้ำดี แก่น ขับโลหิตเสีย ราก ขับลม

อ้างอิง

th.wikipedia.org
web3.dnp.go.th
www.panmai.com
www.wangtakrai.com
www.rspg.org
www.bloggang.com
http://203.172.204.162/intranet/1023_mc41/tree/rajburee.htm

_________________
ตอนนี้เราสร้างเว็บบอร์ดใหม่ล่ะนะ 2 เว็บ

http://konklungtalay.thai-forum.net/

http://50secretsbkk.thai-forum.net/

http://siamois-wenhua.thai-forum.net/


Volwar
Webmaster
Webmaster

จำนวนข้อความ: 572
คะแนน: 770
คะแนนชื่อเสียง: 14
Join date: 23/01/2010
Age: 21
ที่อยู่: ถนนเจริญยาก ถนนไม่มีรถเมล์ กทม.

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

ต้นไม้ไทยภาคเหนือ

ตั้งหัวข้อ by Volwar on Sat May 29, 2010 11:19 am



เชียงราย-กาซะลองคำ
เป็นต้นไม้ออกดอกสีเหลืองส้มสวยงาม เป็นต้นไม้ประจำจังหวัดเชียงราย
ต้นไม้ประจำจังหวัด : เชียงราย
ชื่อสามัญ : Tree Jasmine
ชื่อวิทยาศาสตร์ : Radermachera ignea (Kurz) Steenis
วงศ์ : BIGNONIACEAE
ชื่ออื่น : กากี (สุราษฎร์ธานี), กาซะลองคำ (เชียงราย), แคะเป๊าะ สำเภาหลามต้น (ลำปาง), จางจืด (เชียงใหม่), สะเภา อ้อยช้าง (ภาคเหนือ)
ลักษณะทั่วไป : เป็นไม้ยืนต้นผลัดใบ สูง 6–20 เมตร ใบเป็นใบประกอบแบบขนนก ออกตรงข้ามกัน แผ่นใบรูปรีแกมรูปหอก ปลายใบแหลมเป็นติ่ง โคนใบสอบแหลม ออกดอกเป็นกระจุกตามกิ่งและลำต้น สีเหลืองอมส้ม หรือสีส้ม กลีบดอกเชื่อมกันเป็นหลอด ปลายแยกเป็นแฉกสั้นๆ 5 แฉก ผลเป็นฝัก เมื่อแก่แตกเป็นสองซีกเมล็ดมีปีก
ขยายพันธุ์ : โดยการเพาะเมล็ด ตอนกิ่ง ปักชำกิ่ง และแยกหน่อ
สภาพที่เหมาะสม : ดินร่วนปนทราย
ถิ่นกำเนิด : ขึ้นตามธรรมชาติบนเทือกเขาหินปูนที่ค่อนข้างชื้นทางภาคเหนือ ในประเทศไทย
ประโยชน์ : ใช้เป็นดอกไม้ประดับ



เชียงใหม่-ทองกวาว
คนไทยโบราณเชื่อว่า บ้านใดปลูกต้นทองกวาวไว้ประจำบ้านจะทำให้มีเงินมีทองมาก เพราะทองกวาวเป็นไม้มงคลนาม คือสามารถมีทองได้ตามธรรมชาติหรือมีทองมากนั่นเอง นอกจากนี้ดอกยังมีความสวยเรืองรองดั่งทองธรรมชาติ
ต้นไม้ประจำจังหวัด : เชียงใหม่
ชื่อสามัญ : Flame of the forest, Bastard Teak, Bengal kinotree, Kino tree
ชื่อวิทยาศาสตร์ : Butea monosperma
วงศ์ : LEGUMINOSAE
ชื่ออื่น : กวาว ก๋าว (ภาคเหนือ), จอมทอง (ภาคใต้), จ้า (เขมร), ทองธรรมชาติ ทองพรหมชาติ ทองต้น (ภาคกลาง), ดอกจาน (อิสาน)
ลักษณะทั่วไป : ทองกวาวเป็นไม้ยืนต้นขนาดกลางถึงขนาดใหญ่สูงประมาณ 10–15 เมตร ผลัดใบ เรือนยอดรูปทรงไม่แน่นอน ส่วนใหญ่จะกลม หรือเป็นทรงกระบอก ใบประกอบมี 3 ใบ ขนาดไม่เท่ากัน ใบหนาและมีขน ใต้ใบสีเขียวอมเทา ออกดอกเป็นช่อที่ปลายกิ่ง คล้ายดอกถั่ว สีแสดแดงหรือเหลือง มีขน ออกดอก เดือนธันวาคม–มีนาคม ผลเป็นฝักแบน มีขนนุ่ม เมล็ด 1 เมล็ดอยู่ที่ปลายฝัก
การขยายพันธุ์ : การเพาะเมล็ด
สภาพที่เหมาะสม : ดินร่วนซุย แสงแดดจัด
ถิ่นกำเนิด : อินเดีย
ประโยชน์ : ดอก ต้มดื่มเป็นยาแก้ปวด ถอนพิษไข้ ขับปัสสาวะ ฝัก ต้มเอาน้ำเป็นยาขับพยาธิ ยาง แก้ท้องร่วง เปลือก มีงานวิจัยพบว่า สารสกัดจากเปลือก ช่วยเพิ่มขนาดหน้าอกให้ใหญ่ขึ้น แต่จะลดจำนวนอสุจิ เมล็ด บดผสมมะนาว ทาบริเวณผื่นคัน ใบ ต้มกับน้ำ แก้ปวด ขับพยาธิ ท้องขึ้น ริดสีดวงทวาร ราก ต้มรักษาโรคประสาท บำรุงธาตุ



น่าน-กำลังเสือโคร่ง
ปัจจุบันต้น "กำลังเสือโคร่ง" จัดเป็นไม้หายากอีกชนิดหนึ่งที่คนรุ่นใหม่น้อยคนนักจะรู้จัก หรือเคยพบเห็น "กำลังเสือโคร่ง" มีชื่อเรียกอีกคือ "กำลังพญาเสือโคร่ง"
ต้นไม้ประจำจังหวัด : น่าน
ชื่อสามัญ : Birch
ชื่อวิทยาศาสตร์ : Betula alnoides Buch-Ham.
วงศ์ : CUPULIFERAE
ชื่ออื่น : กำลังพญาเสือโคร่ง, กำลังเสือโคร่ง (เชียงใหม่)
ลักษณะทั่วไป : เป็นไม้ยืนต้นสูง 20–35 เมตร เปลือกต้นมีกลิ่นคล้ายการบูร เวลาแก่จะลอกออกเป็นชั้นๆ คล้ายกระดาษ ยอดอ่อน ก้านใบ และช่อดอกมีขนสีเหลืองหรือสีน้ำตาลปกคลุม หูใบเป็นรูปสามเหลี่ยม ใบเป็นรูปไข่แกมรูปหอก เนื้อใบบางคล้ายกระดาษ ด้านใต้ของใบมีตุ่ม โคนใบป้านเกือบเป็นเส้นตรง ขอบใบหยักแบบฟันเลื่อยสองชั้นหรือสามชั้น ซี่หยักแหลม ปลายใบเรียวแหลม ออกดอกเป็นช่อยาวแบบหางกระรอกตามง่ามใบ ดอกย่อยไม่มีก้าน ช่อดอกเพศผู้ยาว 5–8 ซ.ม. กลีบรองดอกเป็นรูปโล่หรือเกือบกลม มีแกนอยู่ตรงกลาง ช่อดอกเพศเมียยาว 3–9 ซ.ม. กลีบรอบดอกไม่มีก้านมี 3 หยัก ด้านนอกมีขน รังไข่แบน กรอบนอกเป็นรูปไข่หรือเกือบกลม มีขน ท่อรังไข่ยาวกว่ารังไข่เล็กน้อย ออกดอกช่วงเดือนพฤศจิกายน-มกราคม ผลมีปัก 2 ข้างโปร่งบาง
ขยายพันธุ์ : โดยการเพาะเมล็ด
สภาพที่เหมาะสม : สภาพดินทุกชนิด ทนแล้งได้ดี ชอบความชื้นน้อย
ถิ่นกำเนิด : ภาคเหนือ และภาคตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศไทย
ประโยชน์ : เนื้อไม้สีน้ำตาลอ่อน ใสกบตบแต่งง่าย ขัดชักเงาได้ดี ไม้ใช้ทำกระดานพื้น ด้ามเครื่องมือ เปลือกมีกลิ่น หอมคล้ายการะบูน ใช้ต้มกับน้ำเป็นยาบำรุงธาตุ บำรุงร่างกาย เจริญอาหาร แก้ปวดเมื่อยตามร่างกาย
อ้างอิง



พะเยา-สารภี
ตามตำราพรหมชาติจัดสารภีเป็นไม้มงคลชนิดหนึ่ง ที่ควรมีไว้ในบริเวณบ้านโดยกำหนดทิศที่ปลูกว่า ควรเป็นทิศตะวันออกเฉียงใต้ (อาคเนย์) เพื่อป้องกันเสนียดจัญไร
ต้นไม้ประจำจังหวัด : พะเยา
ชื่อสามัญ : ไม่ทราบแน่ชัด
ชื่อวิทยาศาสตร์ : Mammea siamensis T. Anders.
วงศ์ : GUTTIFERAE
ชื่ออื่น : ทรพี (จันทบุรี), สร้อยพี (ภาคใต้), สารภี (ทั่วไป), สารภีแนน (เชียงใหม่)
ลักษณะทั่วไป : เป็นไม้ยืนต้นสูง 10–15 เมตร ไม่ผลัดใบ เรือนยอดเป็นพุ่มทึบ มียางสีขาว ใบเป็นใบเดี่ยวเรียงตรงข้าม รูปไข่กลับแกมขอบขนาน เส้นแขนงใบไม่ชัดเจน แต่เส้นใบย่อยแบบร่างแหเห็นชัดทั้งสองข้าง ออกดอกเป็นกระจุกตามกิ่ง สีขาว กลิ่นหอม ร่วงง่าย มีเกสรเพศผู้สีเหลือง
ขยายพันธุ์ : โดยการเพาะเมล็ด
สภาพที่เหมาะสม : สภาพดินร่วนซุย ความชื้นพอเหมาะ
ถิ่นกำเนิด : ป่าเบญจพรรณ ป่าดงดิบ ในประเทศไทย มาเลเซีย อินโดนีเซีย พม่า เวียดนาม
ประโยชน์ : ดอกสดและแห้ง ใช้เข้ายาหอม บำรุงหัวใจ บำรุงเส้นประสาท แก้วิงเวียนหน้ามืด ตาลายและชูกำลัง ดอกตูม ย้อมผ้าไหมให้สีแดง ผลสุก รับประทานได้มีรสหวาน



แพร่-ยมหิน
เป็นดอกไม้ประจำจังหวัดแพร่จังหวัดเดียว
ต้นไม้ประจำจังหวัด : แพร่
ชื่อสามัญ : Almond-wood, Chickrassy Chittagong-wood
ชื่อวิทยาศาสตร์ : Chukrasia velutina Roem.
วงศ์ : MELIACEAE
ชื่ออื่น : โค้โย่ง (กะเหรี่ยง-เชียงใหม่), ช้ากะเดา (ใต้), ยมขาว (เหนือ), ยมหิน มะเฟืองต้น สะเดาช้าง สะเดาหิน (กลาง), ริ้งบ้าง รี (กะเหรี่ยง-แม่ฮ่องสอน), เสียดค่าย (สุราษฎร์ธานี)
ลักษณะทั่วไป : เป็นไม้ยืนต้นขนาดกลางถึงขนาดใหญ่ ผลัดใบแต่ผลิใบใหม่เร็ว เรือนยอดเป็นพุ่มรูปกรวยต่ำ เปลือกสีน้ำตาลคล้ำ สีเทาหรือ เทาปนดำ แตกเป็นร่องลึกตามยาวของลำต้น ใบเป็นใบประกอบออกเยื้องกันเล็กน้อย แผ่นใบรูปดาบ ท้องใบมีขนนุ่ม หลังใบ เกลี้ยง ดอกขนาดเล็ก สีเขียวแกมเหลือง ออกเป็นช่อตามปลายกิ่ง ออกดอกระหว่างเดือนพฤศจิกายนถึงเดือนกุมภาพันธ์
การขยายพันธุ์ : โดยการเพาะเมล็ด
สภาพที่เหมาะสม : เป็นไม้กลางแจ้ง เจริญเติบโตได้ดีในสภาพดินทุกชนิด ต้องการน้ำและความชุ่มชื้นปานกลาง
ถิ่นกำเนิด : ป่าเบญจพรรณแล้งและชื้นทั่วไปในไทย
ประโยชน์ : ใช้เป็นไม้ดอกประดับ



แม่ฮ่องสอน-กระพี้จั่น
เป็นต้นไม้พระราชทานประจำจังหวัดแม่ฮ่องสอน
ต้นไม้ประจำจังหวัด : แม่ฮ่องสอน
ชื่อพันธุ์ไม้ : กระพี้จั่น
ชื่อสามัญ : ไม่ทราบแน่ชัด
ชื่อวิทยาศาสตร์ : Millettia brandisiana Kurz
วงศ์ : LEGUMINOSAE
ชื่ออื่น : จั่น ปี้จั่น (ทั่วไป), ปี้จั่น (ภาคเหนือ), กระพี้จั่น (ภาคกลาง)
ลักษณะทั่วไป : เป็นไม้ยืนต้นผลัดใบ สูง 8–20 เมตร เปลือกสีเทา ใบเป็นใบประกอบแบบขนนก ออกเวียนสลับ มีใบย่อย แผ่นใบรูปรีแกมขอบขนาน ปลายใบทู่ โคนใบมนหรือสอบเบี้ยวเล็กน้อย ขอบเรียบ หลังใบสีเขียวเข้ม ท้องใบสีจางกว่า ใบแก่เกลี้ยง มีขนประปรายตามเส้นกลางใบด้านล่าง ดอกรูปดอกถั่ว สีขาวปนม่วง ออกดอกเป็นช่อตามง่ามใบ ออกดอกระหว่างเดือนมีนาคม-พฤษภาคม ผลเป็นฝักแบน โคนแคบกว่าปลาย เปลือกเกลี้ยงหนาคล้ายแผ่นหนัง ขอบเป็นสัน เมล็ดสีน้ำตาลดำ
ขยายพันธุ์ : โดยการเพาะเมล็ด ปักชำราก
สภาพที่เหมาะสม : สภาพดินทุกชนิด ต้องการน้ำและความชื้นปานกลาง ทนแล้งได้ดี
ถิ่นกำเนิด : เอเชียเขตร้อน ภาคเหนือ ภาคกลาง และภาคตะวันออกเฉียงใต้ของไทย
ประโยชน์ : ไม้ทำเยื่อกระดาษ ด้ามเครื่องมือ ของเล่นเด็ก ทำดอกไม้ประดิษฐ์



ลำปาง-ขะจาว
ไม้ขะจาว ปลูกครั้งพุทธกาล เป็นต้นไม้ศักดิ์สิทธิ์ ที่ครั้งหนึ่งได้มีมีชาวลัวะคนหนึ่งได้นำ กิ่งขะจาวทำเป็นไม้คานหาบกระบอกน้ำผึ้ง มะพร้าวและมะตูม มาถวายพระพุทธองค์ซึ่งประทับอยู่ ณ วัดพระธาตุลำปางหลวง ภายหลังอธิษฐานนำไม้ขะจาว โดยใช้ทางปลายปักลงไม่นานไม้คานที่ปักไว้ ก็แตกกิ่งก้านเจริญเติบโตเกิดเป็นกิ่งก้านสาขาขึ้นมา สร้างความแปลกใจให้ชาวบ้าน และชาวบ้านเชื่อว่าเป็นต้นไม้ศักดิ์สิทธิ์ จึงได้นำเอารากไม้ขะจาวไปบูชาหรือนำไปเป็นเครื่องรางของขลังห้อยคอเช่นเดียวกับ ตระกุดผ้ายันต์
ต้นไม้ประจำจังหวัด : ลำปาง
ชื่อสามัญ : Indian Elm
ชื่อวิทยาศาสตร์ : Holoptelea integrifolia (Roxb.) Planch.
วงศ์ : URTICACEAE
ชื่ออื่น : กระเจา กระเชา (ภาคกลาง), กระเจาะ ขะเจา (ภาคใต้), กระเช้า (กาญจนบุรี), กะเซาะ (ราชบุรี), กาซาว (เพชรบุรี), ขะจาวแดง ฮังคาว (ภาคเหนือ), ตะสี่แค (กะเหรี่ยง-แม่ฮ่องสอน), พูคาว (นครพนม), มหาเหนียว (นครราชสีมา), ฮ้างค้าว (อุดรธานี, เชียงราย, ชัยภูมิ), ขะจาว (ทั่วไป)
ลักษณะทั่วไป : เป็นไม้ยืนต้นสูง 25 เมตร ผลัดใบ ลำต้นเปลาตรงเปลือกสีน้ำตาลปนเทา มีต่อมระบายอากาศเป็นจุดกลมเล็ก ๆ สีขาวมองเห็นได้ง่าย เรือนยอดเป็นพุ่มรูปไข่กว้างค่อนข้างทึบ ใบเป็นใบเดี่ยวเรียงสลับ แผ่นใบรูปรีป้อม โคนใบมนหรือป้าน ปลายใบเรียวแหลม ก้านใบมีขน ออกดอกเป็นกระจุกตามง่ามใบ ดอกขนาดเล็ก แยกเพศเป็นดอกเพศผู้และดอกเพศเมีย ออกดอกช่วงเดือนธันวาคม-มกราคม ผลเป็นรูปโล่แบน มีปีกบางล้อมรอบ มีก้านเกสรเพศเมีย 2 อันติดอยู่ส่วนบนสุด บริเวณปีกมีลายเส้นออกเป็นรัศมีโดยรอบ
ขยายพันธุ์ เพาะเมล็ด
สภาพที่เหมาะสม : ดินทุกชนิด ต้องการน้ำปานกลาง ทนแล้ง
ถิ่นกำเนิด : ภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคกลาง และภาคตะวันออกของประเทศไทย
ประโยชน์ : ต้นขะจาวเป็นไม้เนื้อแข็ง มีเปลือกหุ้มต้นที่เหนียวมาก มีกลิ่นเหม็นเขียว จึงสามารถนำมาทำประโยชน์ได้มากมาย ปลูกในบริเวณสวนข้างทาง เพราะมีร่มไม้ที่โปร่งสูงกันแดดได้ดี ใช้ทำสิ่งก่อสร้าง ที่อยู่ในร่ม ทำเครื่องมือทางการเกษตร เช่น ด้ามจอบ เสียม ทำพานท้ายปืน เปลือกทำยารักษาเรื้อนของสุนัข กันตัวไร และเป็นยาแก้ปวดตามข้อมือ



อุตรดิตถ์-สัก
ไม้ต้นขนาดใหญ่ผลัดใบในฤดูร้อน ลำต้นเปลาตรงเปลือกเรียบหรือแตกเป็นร่องเล็ก ๆ สีเทา โคนเป็นพูพอนต่ำ ๆ เรือนยอดเป็นพุ่มทรงกลมค่อนข้างทึบ เปลือกสีเทา เรียบ หรือแตกเป็นร่องตื้นตามความยาวลำต้น ขึ้นเป็นหมู่ในป่าเบญจพรรณทางภาคเหนือ บางส่วนในภาคกลางและภาคตะวันตก มีอยู่บ้างทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือ สักมักจะได้รับความเข้าใจผิดเสมอว่าเป็นไม้เนื้อแข็งเนื่องจากว่ามันมีลักษณะพิเศษที่เป็นไม้เนื้ออ่อนที่มีความทนทานกว่าไม้เนื้อแข็งหลายๆชนิด ชื่อสามัญอื่นอื่น: เซบ่ายี้, ปีฮือ, ปายี้, เป้อยี
ต้นไม้ประจำจังหวัด : อุตรดิตถ์
ชื่อสามัญ : Teak
ชื่อวิทยาศาสตร์ : Tectona grandis Linn.
วงศ์ : VERBENACEAE
ชื่ออื่น : เคาะเยียโอ (ละว้า-เชียงใหม่), ปายี้ (กะเหรี่ยง-กาญจนบุรี), บีอี ปีฮือ เป้อยี (กะเหรี่ยง-แม่ฮ่องสอน), สัก (ทั่วไป), เส่บายี้ (กะเหรี่ยง-กำแพงเพชร)
ลักษณะทั่วไป : เป็นไม้ยืนต้นขนาดใหญ่สูงถึง 50 เมตร โตเร็ว ผลัดใบในฤดูร้อน ส่วนที่ยังอ่อนมีขน เปลือกเรียบหรือแตกเป็นร่องเล็กๆ สีเทา ใบเป็นใบเดี่ยวมีขนาดใหญ่มาก เรียงตรงข้าม รูปรี ปลายใบแหลม โคนใบมน เนื้อใบสากคาย สีเขียวเข้ม ท้องใบสีอ่อนกว่า มีต่อมเล็กๆ สีแดง ดอกเป็นช่อใหญ่ ออกที่ปลายกิ่งและซอกใบบริเวณปลายกิ่ง กลีบดอกสีขาวเชื่อมติดกันเป็นหลอดสั้น ออกดอกเดือนมิถุนายน-ตุลาคม ผลเป็นผลสดค่อนข้างกลม มีขนละเอียดหนาแน่น กลีบเลี้ยงขยายตัวหุ้มผลไว้ด้านใน
ขยายพันธุ์ : เพาะเมล็ด
สภาพที่เหมาะสม : ดินแบบตะกอนทับถมที่มีผิวหน้าดินลึกและระบายน้ำดี
ถิ่นกำเนิด : อินเดีย พม่า ลาว ไทย
ประโยชน์ : ไม้สัก เนื้อไม้มีลายสวยงามแข็งแรงทนทาน เลื่อย ผ่า ไสกบตบแต่ง และชักเงาได้ง่าย ใช้ทำเครื่องเรือนและในการก่อสร้างบ้านเรือน ปลวก มอด ไม่ชอบทำลายเพระมีสารพวกเทคโทควิโนน (Tectoquinone)

อ้างอิง
dnp.go.th
th.wikipedia.org
www.panmai.com
www.bloggang.com
suan_naratip.tripod.com
ittm.dtam.moph.go.th
sps.lpru.ac.th
www.lampang.go.th

_________________
ตอนนี้เราสร้างเว็บบอร์ดใหม่ล่ะนะ 2 เว็บ

http://konklungtalay.thai-forum.net/

http://50secretsbkk.thai-forum.net/

http://siamois-wenhua.thai-forum.net/


Volwar
Webmaster
Webmaster

จำนวนข้อความ: 572
คะแนน: 770
คะแนนชื่อเสียง: 14
Join date: 23/01/2010
Age: 21
ที่อยู่: ถนนเจริญยาก ถนนไม่มีรถเมล์ กทม.

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: ประวัติศาสตร์ 77 จังหวัดทั่วไทย

ตั้งหัวข้อ by *!!~AlFeiLai~!!* on Sat May 29, 2010 7:47 pm

ทองกวาวสวยๆ> <"

*!!~AlFeiLai~!!*
B Class
B Class

จำนวนข้อความ: 265
คะแนน: 299
คะแนนชื่อเสียง: 21
Join date: 28/03/2010
Age: 18
ที่อยู่: ประเทศไทย

ดูข้อมูลส่วนตัว https://www.facebook.com/hachimitsu.layla

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: ประวัติศาสตร์ 77 จังหวัดทั่วไทย

ตั้งหัวข้อ by Nerukawa on Sun May 30, 2010 5:11 pm

กระทู้โหลดโหดแห่งปี
me/

_________________


『なかないで 囚われた想を壊し 』

Nerukawa
Webmaster
Webmaster

จำนวนข้อความ: 42
คะแนน: 110
คะแนนชื่อเสียง: 4
Join date: 23/01/2010
Age: 16
ที่อยู่: บนฟ้า~~~

ดูข้อมูลส่วนตัว http://historyclubsite.forumotion.com

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: ประวัติศาสตร์ 77 จังหวัดทั่วไทย

ตั้งหัวข้อ by *!!~AlFeiLai~!!* on Sun May 30, 2010 7:00 pm

55 โหลดโหดแห่งปีเลยเรอะ=w=;;

*!!~AlFeiLai~!!*
B Class
B Class

จำนวนข้อความ: 265
คะแนน: 299
คะแนนชื่อเสียง: 21
Join date: 28/03/2010
Age: 18
ที่อยู่: ประเทศไทย

ดูข้อมูลส่วนตัว https://www.facebook.com/hachimitsu.layla

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: ประวัติศาสตร์ 77 จังหวัดทั่วไทย

ตั้งหัวข้อ by Volwar on Sun Jun 06, 2010 12:06 am



กระบี่-ทุ้งฟ้า
ทุ้งฟ้ามีเขตการกระจายพันธุ์กว้าง พบตั้งแต่จีน พม่า เวียดนาม กัมพูชา และภูมิภาคมาเลเซียจนถึงนิวกินี ในไทยพบทางภาคใต้ ขึ้นในป่าดิบชื้น ระดับความสูงจนถึงประมาณ 300 เมตร
ต้นไม้ประจำจังหวัด : กระบี่
ชื่อสามัญ : ไม่ทราบแน่ชัด
ชื่อวิทยาศาสตร์ : Alstonia macrohpylla Wall
วงศ์ : APOCYNACEAE
ชื่ออื่น : กระทุ้งฟ้าไห้ ทุ้งฟ้าไก่ (ชุมพร), ตีนเทียน (สงขลา), ทุ้งฟ้า (ภาคใต้), พวงพร้าว (ปัตตานี)
ลักษณะทั่วไป : เป็นไม้ยืนสูง 15–25 เมตร ไม่ผลัดใบ กิ่งใหญ่ตั้งฉากกับลำต้นเป็นรอบๆ เรือนยอดรูปไข่ เปลือกสีขาวอมเทามีน้ำยางสีขาว ใบเป็นใบเดี่ยว รูปหอกกลับ ปลายใบเป็นติ่งแหลม ท้องใบมีคราบสีขาว หลังใบสีเขียว ออกดอกเป็นช่อทีปลายกิ่ง กลีบดอกสีขาว หรือขาวอมเหลืองเชื่อมติดกันเป็นหลอด ออกดอกช่วง เดือนพฤศจิกายน - เดือนธันวาคม ผลเป็นฝักเรียวยาว ขนาดเล็ก
ขยายพันธุ์ : โดยการเพาะเมล็ด
สภาพที่เหมาะสม : เจริญเติบโตในสภาพดินลึก ระบายน้ำได้ดี ต้องการความชื้นมาก
ถิ่นกำเนิด : จีน พม่า เวียดนาม กัมพูชา และภูมิภาคมาเลเซียจนถึงนิวกินี ในไทยพบทางภาคใต้ ขึ้นในป่าดิบชื้น ระดับความสูงจนถึงประมาณ 300 เมตร
ประโยชน์ : ไม้ใช้กระดานพื้น ฝา เครื่องเรือน และเครื่องใช้เบา ๆ ลักษณะเนื้อไม้คล้ายไม้ตีนเป็ด รากใช้ผสมยา บำรุงร่างกาย บำรุงกำหนัด



ชุมพร-มะเดื่อชุมพร
มะเดื่อชุมพร เป็นต้นไม้ประจำจังหวัดของชุมพร และส่วนหนึ่งที่จังหวัดชุมพรชื่อว่าชุมพร นั้น ก็อาจมีที่มาว่า มาจากคำว่า มะเดื่อชุมพร
ต้นไม้ประจำจังหวัด : ชุมพร
ชื่อสามัญ : Cluster Fig
ชื่อวิทยาศาสตร์ : Ficus racemosa Linn.
วงศ์ : LEGUMINOSAE
ชื่ออื่น : กูแซ (กะเหรี่ยง-แม่ฮ่องสอน), เดื่อเกลื้อง (ภาคกลาง,ภาคเหนือ), เดื่อน้ำ (ภาคใต้), มะเดื่อ (ลำปาง), มะเดื่อชุมพร มะเดื่ออุทุมพร (ภาคกลาง)
ลักษณะทั่วไป : เป็นไม้ยืนต้นผลัดใบสูง 5–20 เมตร กิ่งอ่อนมีขนสีน้ำตาลแดงปกคลุมบางๆ ต่อมาจะหลุดร่วงไป ใบเป็นใบเดี่ยวเรียงสลับ แผ่นใบรูปไข่ถึงรูปหอก ปลายใบแหลม โคนใบทู่ถึงกลม ออกดอกเป็นกระจุก ดอกขนาดเล็ก ผลรูปไข่กลับ เมื่อสุกสีแดงเข้มถึงม่วง
ขยายพันธุ์ : โดยการเพาะเมล็ด และปักชำกิ่ง
สภาพที่เหมาะสม : ดินร่วน และมีอินทรียวัตถุ ระบายน้ำได้ดี
ถิ่นกำเนิด : ประเทศศรีลังกา จีนตอนใต้ เอเชียใต้ และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
ประโยชน์ : ราก แก้พิษไข้ ไข้กาฬ แก้ร้อนใน



ตรัง-ศรีตรัง
เป็นดอกไม้และต้นไม้ประจำจังหวัดสตูลที่ปรากฏในคำขวัญประจำจังหวัดสตูล มีถิ่นกำเนิดในอเมริกาใต้
ต้นไม้ประจำจังหวัด : ตรัง
ชื่อดอกไม้ : ดอกศรีตรัง
ชื่อสามัญ : Jacaranda
ชื่อวิทยาศาสตร์ : Jacaranda filicifolia D. Don.
วงศ์ : BIGNONIACEAE
ชื่ออื่น : แคฝอย (กรุงเทพฯ), ศรีตรัง (ตรัง)
ลักษณะทั่วไป : เป็นไม้ยืนต้นผลัดใบสูง 5–10 เมตร เรือนยอดโปร่ง ใบเป็นใบประกอบแบบขนนก ออกตรงกันข้าม ใบย่อยเล็ก ออกดอกเป็นช่อใหญ่ตามกิ่ง ดอกสีม่วง กลีบดอก 5 กลีบเชื่อมกันเป็นหลอด เมื่อบานเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 1 ซ.ม. ออกดอกช่วงเดือนมกราคม-มีนาคม ผลเป็นฝักแบน เมื่อแก่แตกเป็น 2 ซีก เมล็ดมีปีก
การขยายพันธุ์ : การเพาะเมล็ด
สภาพที่เหมาะสม : ดินทุกชนิด เป็นไม้กลางแจ้ง ต้องการน้ำและความชื้นปานกลาง
ถิ่นกำเนิด : เป็นไม้ท้องถิ่นของอเมริกาใต้
ประโยชน์ : ใช้เป็นดอกไม้ประดับ



นครศรีธรรมราช-แซะ
Callerya kityana (Craib) A. M. Schot ตั้งชื่อจากต้นไม้ที่ปลูกที่ จังหวัดเชียงใหม่ เพื่อใช้เป็นพืชสมุนไพร (ลางเย็น) และได้รับคำบอกเล่าว่านำมาจากในป่า ในหนังสือราชชื่อพรรณไม้เต็ม สมิตินันทน์ ระบุว่าเป็นไม้ต่างประเทศ แต่ไม่มีข้อมูลถิ่นกำเนิดที่แท้จริง และ Schot ยังกล่าวว่าพืชชนิดนี้คล้ายกับต้นหางไหล Endosamara racemosa (Roxb.) Geesink แต่ฝักไม่เป็นข้อ
ต้นไม้ประจำจังหวัด : นครศรีธรรมราช
ชื่อสามัญ : ไม่ทราบแน่ชัด
ชื่อวิทยาศาสตร์ : Millettia atropurpurea Benth.
วงศ์ : LEGUMINOSAE
ชื่ออื่น : กะแซะ (สุราษฏร์ธานี), ยีนิเก๊ะ (มลายู-นราธิวาส), แซะ (ทั่วไป)
ลักษณะทั่วไป : เป็นไม้ยืนต้นสูง 20–30 เมตร เรือนยอดเป็นพุ่มทึบ ใบเป็นใบประกอบแบบขนนก ใบย่อยออกตรงกันข้าม มีใบย่อยปลายก้านอีก 1 ใบ แผ่นใบรูปขอบขนานแกมรูปหอก ออกเป็นช่อตามปลายกิ่งหรือง่ามใบ รูปดอกถั่ว สีแดงแกมม่วงทึบ กลิ่นหอม ออกดอกช่วงเดือนมกราคม-เมษายน ผลเป็นฝัก สีน้ำตาล กลมรี
ขยายพันธุ์ : โดยการเพาะเมล็ด
สภาพที่เหมาะสม : สภาพดินทุกชนิด แสงแดดจัด ต้องการน้ำและความชื้นปานกลาง
ถิ่นกำเนิด : ตามชายป่าดิบชื้นภาคใต้ของไทย
ประโยชน์ : ปลูกเป็นต้นไม้ประดับ



นราธิวาส-ตะเคียนชันตาแมว
ตะเคียนชันตาแมวมีเขตการกระจายพันธุ์แคบๆพบเฉพาะบริเวณคาบสมุทรมลายู และทางภาคใต้ของไทย แถบจังหวัดสุราษฎร์ธานี (เขาสก) ตรัง สงขลา ปัตตานี และนราธิวาส ขึ้นตามที่ลาดชันในป่าดิบชื้น ระดับความสูง 300-500 เมตร (1000 เมตร ในมาเลเซีย)
ต้นไม้ประจำจังหวัด : นราธิวาส
ชื่อสามัญ : Chingal
ชื่อวิทยาศาสตร์ : Balanocarpus heimii King
วงศ์ : DIPTEROCARPACEAE
ชื่ออื่น : จีงามาส (มลายู-นราธิวาส), ตะเคียนชัน ตะเคียนชันนตาแมว (ภาคใต้)
ลักษณะทั่วไป : เป็นไม้ยืนต้นสูง 30–40 เมตร เรือนยอดเป็นพุ่มทึบ ลำต้นเปลาตรง เปลือกสีน้ำตาลเข้มล่อนเป็นสะเก็ด มียางชันสีขาว ใบ เป็นใบเดี่ยวเรียงสลับ แผ่นใบรูปหอกหรือรูปดาบ ปลายใบแหลม โคนใบสอบ ออกดอกเป็นช่อตามง่ามใบและปลายกิ่ง สีขาว กลิ่นหอม ออกดอกช่วงเดือนเมษายน-มิถุนายน
ขยายพันธุ์ : โดยการเพาะเมล็ด
สภาพที่เหมาะสม : ดินร่วน กลางแจ้ง ต้องการน้ำและความชื้นปานกลาง
ถิ่นกำเนิด : ป่าดงดิบ ตามคาบสมุทรมลายู พบมากที่จังหวัดยะลาและนราธิวาส
ประโยชน์ : ใช้ในการก่อสร้างได้แข็งแรงทนทาน เช่น ทำเสา รอด ตง ไม้หมอนรถไฟ และใช้ต่อเรือ ชันมีราคาสูง ใช้ผสมน้ำมันทาไม้ และน้ำมันชักเงาอย่างดี



ปัตตานี-ตะเคียนทอง
ตะเคียนทองมีการกระจายพันธุ์ตามธรรมชาติทางตอนใต้ และตะวันออกเฉียงใต้ของทวีปเอเชีย ในแถบประเทศไทย พม่า ลาว เวียดนาม กัมพูชา มาเลเซีย บังกลาเทศ และอินเดีย พบในป่าดิบชื้น
ต้นไม้ประจำจังหวัด : ปัตตานี
ชื่อสามัญ : Iron Wood
ชื่อวิทยาศาสตร์ : Hopea odorata Roxb.
วงศ์ : DIPTEROCARPACEAE
ชื่ออื่น : กะกี้ โกกี้ (กะเหรี่ยง-เชียงใหม่), แคน (ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ), จะเคียน (ภาคเหนือ), จูเค้ โซเก (กะเหรี่ยง-กาญจนบุรี), ตะเคียนทอง ตะเคียนใหญ่ (ภาคกลาง), ไพร (ละว้า-เชียงใหม่)
ลักษณะทั่วไป : เป็นไม้ยืนต้นขนาดใหญ่ ไม่ผลัดใบ เรือนยอดเป็นพุ่มทึบ กลม หรือรูปเจดีย์ เปลือกหนาสีน้ำตาลดำแตกเป็นสะเก็ด กระพี้สีน้ำตาลอ่อน แก่นสีน้ำตาลอมเหลือง ใบ เป็นใบเดี่ยวรูปไข่แกมรูปหอก หรือรูปดาบ เนื้อใบค่อนข้างหนา ปลายใบเรียว โคนใบมนป้านและเบี้ยว หลังใบมีตุ่มเกลี้ยง ปลายโค้งแต่ไม่จรดกัน ออกดอกขนาดเล็ก สีขาว ออกเป็นช่อยาวตามง่ามใบและปลายกิ่ง กลิ่นหอม ผล รูปไข่ เกลี้ยง ปลายมนเป็นติ่งคล้ายหนามแหลม ภายในกลีบรองดอกที่ขยายตัวออกเป็นปีก รูปใบพาย
ขยายพันธุ์ : โดยการเพาะเมล็ด
สภาพที่เหมาะสม : อากาศชุ่มชื้น ในช่วงที่ต้นยังไม่โตจะไม่ชอบแสงแดดจัด
ถิ่นกำเนิด : ไทย พม่า ลาว เวียดนาม กัมพูชา มาเลเซีย บังกลาเทศ อินเดีย
ประโยชน์ : สร้างบ้านเรือน สะพาน หมอนรองรางรถไฟ



พังงา-เทพพาโร
เทพทาโร มีเขตการกระจายพันธุ์แถบเอเชียเขตร้อน นับตั้งแต่เทือกเขาตะนาวศรีในพม่า ไทย มลายู จนถึงแถบคาบสมุทรอินโดจีนและสุมาตรา ไม้ชนิดนี้ชอบขึ้นบนพื้นที่สูง มีลักษณะคล้ายกับ C. neesianum Meissn ซึ่งเป็นไม้ที่พบกระจายพันธุ์อยู่แถบจีนตอนใต้และตังเกี๋ย ในประเทศไทย จะพบเทพทาโรขึ้นอยู่ห่าง ๆ กันบนเขาในป่าดงดิบทั่วประเทศ แต่จะพบมากที่สุดทางภาคใต้ เทพทาโรเป็นไม้พื้นเมืองเก่าแก่ของไทย พบหลักฐานการอ้างถึงครั้งแรกในสมัยสุโขทัย ดังปรากฏในไตรภูมิพระร่วง เมื่อ พ.ศ. 1888 กล่าวถึงพรรณพืชหอมในอุตตรกุรุทวีป จะประกอบด้วย จวง จันทน์ กฤษณา คันธา เป็นต้น
ต้นไม้ประจำจังหวัด : พังงา
ชื่อพันธุ์ไม้ : เทพทาโร
ชื่อสามัญ : ไม่ทราบแน่ชัด
ชื่อวิทยาศาสตร์ Cinnamomum porrectum Kosterm.
วงศ์ LAURACEAE
ชื่ออื่น จะไคหอม จะไคต้น (ภาคเหนือ), จวงหอม จวง (ภาคใต้), พลูต้นขาว (เชียงใหม่), เทพทาโร (ภาคกลาง, จันทบุรี, สุราษฎร์ธานี), มือแดกะมางิง (มลายู-ปัตตานี)
ลักษณะทั่วไป เป็นไม้ยืนต้นสูง 10–30 เมตร เรือนยอดเป็นพุ่มทึบ ใบเป็นใบเดี่ยว ออกเรียงตรงข้ามกัน แผ่นใบรูปรีแกมรูปไข่ ปลายใบแหลม โคนใบสอบ ก้านใบเรียวเล็ก ดอกสีขาวหรือเหลืองอ่อน ออกเป็นช่อเป็นกระจุกตามปลายกิ่ง ผลทรงกลม มีขนาดเล็ก
ขยายพันธุ์ โดยการเพาะเมล็ด
สภาพที่เหมาะสม สภาพดินทุกชนิด เป็นไม้กลางแจ้ง ต้องการน้ำและความชื้นปานกลาง
ถิ่นกำเนิด ป่าดงดิบบนเขาทั่วไป
ประโยชน์ : ใช้เป็นไม้หอม



พัทลุง-พะยอม
คนไทยโบราณเชื่อว่า บ้านใดปลูกต้นพะยอมไว้ประจำบ้าน จะทำให้มีอุปนิสัยที่อ่อนน้อม เพราะ พะยอม คือ การยินยอม ตกลง ผ่อนผันประณีประนอมนอกจากนี้ยังเชื่ออีกว่าจะไม่ขัดสนเพราะบุคคลทั่วไปมีความเห็นใจและยอมให้ในสิ่งที่ดีงามและยังเชื่ออีกว่าถ้าปลูกต้นพะยอมทองก็จะทำให้ไม่ขันสนเงินทองนอกจากนี้ลักษณะของดอกยังมีสีเหลืองทองและมีกลิ่นหอมหวลยวนใจอีกด้วย
ต้นไม้ประจำจังหวัด : พัทลุง
ชื่อสามัญ : Shorea white Meranti
ชื่อวิทยาศาสตร์ : Shorea talura Roxb.
วงศ์ : DIPTEROCARPACEAE
ชื่ออื่น : กะยอม (เชียงใหม่), ขะยอม (ลาว), ขะยอมดง พะยอมดง (ภาคเหนือ), แคน (ลาว), เชียง เซี่ยว (กะเหรี่ยง-เชียงใหม่), พะยอม (ภาคกลาง), พะยอมทอง (สุราษฎร์ธานี, ปราจีนบุรี), ยางหยวก (น่าน)
ลักษณะทั่วไป : พะยอมเป็นพรรณไม้ยืนต้นขนาดกลางถึงขนาดใหญ่ สูงประมาณ 15–20 เมตร ทรงพุ่มกลม ผิวเปลือกสีน้ำหรือเทา เนื้อไม้มีสีเหลืองแข็ง ลำต้นแตกเป็นร่องตามยาวมีสะเก็ดหนา ใบเป็นรูปมนรี ปลายใบแหลม โคนใบสอบมน ขอบใบเรียบ ด้านหลังใบมีเส้นใบชัด ดอกออกเป็นช่อ ใหญ่ส่วนยอดของต้น ดอกมีกลีบ 3 กลีบ โคนกลีบดอกติดกับก้านดอกมีลักษณะกลม กลีบดอกเรียบโค้งเล็กน้อย มีสีเหลืองอ่อน กลิ่นหอม
การขยายพันธุ์ : การเพาะเมล็ด
สภาพที่เหมาะสม : สภาพดินทุกชนิด เป็นไม้กลางแจ้ง สามารถปรับเข้ากับสภาพแวดล้อมได้ดีมาก
ถิ่นกำเนิด : พบตามป่าผลัดใบ และป่าดิบ เป็นไม้พื้นเมืองของเอเชีย ไทย, พม่า, มาเลเซีย
ประโยชน์ : เนื้อไม้ไปใช้ในการก่อสร้าง เช่น ใช้ทำหมอนรองรางรถไฟ พื้น เป็นต้น มีสรรพคุณทางยา เปลือกต้น รสฝาด ต้มดื่มแก้ท้องร่วง แก้ลำไส้อักเสบ ฝนทาสมานบาดแผล ชำระแผลทุบใส่น้ำตาลสดกันบูด ดอก รสหอมสุขุม ปรุงเป็นยาแก้ลม บำรุงหัวใจ ลดไข้ ดอกสามารถนำมาประกอบอาหารได้



ภูเก็ต-ประดู่
ต้นไม้ที่ชื่อประดู่นั้น ปัจจุบันมีอยู่หลายต้น ทั้งของดั้งเดิมในไทยเอง และที่เข้ามาจากต่างประเทศ
ดอกไม้ประจำจังหวัด : ชลบุรี, ร้อยเอ็ด, ระยอง, อุตรดิตถ์
ชื่อสามัญ : Angsana, Padauk
ชื่อวิทยาศาสตร์ : Pterocarpus indicus Willd
วงศ์ : LEGUMINOSAE
ชื่ออื่น : สะโน (ภาคใต้)
ลักษณะทั่วไป : ลำต้นสูง 10–20 เมตร ผลัดใบ เรือนยอดกลมหรือรูปเจดีย์เตี้ย แผ่กว้าง หนาทึบ ใบประกอบขนนก รูปไข่ เรียบหนา ออกดอกเป็นช่อที่ปลายกิ่ง มี 5 กลีบ สีเหลือง มีกลิ่นหอมอ่อนๆ ดอกบานแล้วร่วงพร้อมๆ กัน ออกดอกช่วงเดือน เมษายน-สิงหาคม
การขยายพันธุ์ : โดยการเพาะเมล็ด
สภาพที่เหมาะสม : ดินทั่วไป ชอบแสงแดดจัด
ถิ่นกำเนิด : อินเดีย, พม่า, มาเลเซีย, ฟิลิปปินส์
ประโยชน์ : ใบ รสฝาด ใช้สระผม พอก ฝี พอกแผล แก้ผดผื่นคัน เปลือก รสฝาดจัด สมานบาดแผล แก้ท้องเสีย บำรุงร่างกาย แก่น รสขมฝาดร้อน แก้คุดทะราด แก้เสมหะ เลือดกำเดาไหล แก้ไข้ บำรุงเลือด บำรุงกำลัง ขับปัสสาวะ แก้ผื่นคัน ผล แก้อาเจียน แก้ท้องร่วง มีรสฝาดสมาน เนื้อไม้ประดู่ทั้ง 2 ชนิด เป็นไม้มีค่าทางเศษฐกิจ มีคุณภาพดี เพราะเนื้อแข็ง ปลวกไม่ทำลาย สีสวย ลวดลายงดงาม เนื้อละเอียดปานกลาง ตกแต่งขัดเงาได้ดี ใช้สร้างบ้านเรือน ทำเครื่องเรือน ทำเกวียน เรือ เครื่องมือเครื่องใช้ต่างๆ เครื่องดนตรี เป็นต้น



ยะลา-โสกเหลือง (ศรียะลา)
โสกเหลืองมีเขตการกระจายพันธุ์ในพม่าตอนใต้ คาบสมุทรมลายู และชวา ในไทยพบทางภาคเหนือแถบที่จังหวัดแม่ฮ่องสอน ลงมาทางภาคใต้แถบจังหวัดภูเก็ต ตรัง ยะลา ปัตตานี และนราธิวาส ขึ้นตามริมลำธารในป่าดิบชื้น ระดับความสูงจนถึงประมาณ 1000 เมตร โสกเหลืองมีเขตการกระจายพันธุ์ในพม่าตอนใต้ คาบสมุทรมลายู และชวา ในไทยพบทางภาคเหนือแถบที่จังหวัดแม่ฮ่องสอน ลงมาทางภาคใต้แถบจังหวัดภูเก็ต ตรัง ยะลา ปัตตานี และนราธิวาส ขึ้นตามริมลำธารในป่าดิบชื้น ระดับความสูงจนถึงประมาณ 1000 เมตร
ต้นไม้ประจำจังหวัด : ยะลา
ชื่อสามัญ : Yellow Saraca
ชื่อวิทยาศาสตร์ : Saraca thaipingensis Cantley ex King
วงศ์ : LEGUMINOSAE
ชื่ออื่น : โสกเหลือง (กรุงเทพฯ), อโศกเหลือง อโศกใหญ่ (ภาคใต้)
ลักษณะทั่วไป : เป็นไม้ยืนต้นสูง 5–15 เมตร ใบเป็นใบประกอบแบบขนนก แผ่นใบรูปไข่ หรือรูปหอกแกมขอบขนาน ปลายแหลมหรือเรียวแหลม โคนใบสอบ ออกดอกเป็นช่อตามปลายกิ่งและลำต้น สีเหลือง กลิ่นหอม ออกดอกช่วงเดือนมกราคม-เมษายน ผล เป็นฝักแบน
ขยายพันธุ์ : เพาะเมล็ด
สภาพที่เหมาะสม : สภาพดินร่วน ชอบน้ำและความชื้นสูง
ถิ่นกำเนิด : พม่าตอนใต้ ไทยภาคเหนือและภาคใต้ คาบสมุทรมลายู เกาะชวา ประเทศอินโดนีเซีย



ระนอง-อบเชย
เป็นเครื่องเทศที่มีกลิ่นหอม ได้มาจากเปลือกไม้ชั้นในที่แห้งแล้วของต้นอบเชย แท่งอบเชยมีสีน้ำตาลแดง มีลักษณะเหมือนแผ่นไม้แห้งที่หดงอหลังจากโดนความชื้น มักจะเรียกตามแหล่งเพาะปลูกเช่น อบเชยจีน อบเชยลังกา อบเชยญวณ เป็นต้น ในประเทศไทยไม่นิยมปลูกเพราะภูมิอากาศไม่เหมาะสม
ต้นไม้ประจำจังหวัด : ระนอง
ชื่อสามัญ : Cinnamom
ชื่อวิทยาศาสตร์ : Cinnamomum bdjolghota Sweet
วงศ์ : LAURACEAE
ชื่ออื่น : ขนุนมะแวง เชียกใหญ่ (ตรัง), จวงดง บริแวง (ระนอง), ฝนแสนห่า (นครศรีธรรมราช), สมุลแว้ง พะแว โมง หอม ระแวง (ชลบุรี), มหาปราบ (ตราด) มหาปราบตัวผู้ (จันทบุรี), แลงแวง (ปัตตานี), อบเชย (กรุงเทพฯ, อุตรดิตถ์)
ลักษณะทั่วไป : เป็นไม้ยืนต้นสูง 15–20 เมตร เรือนยอดเป็นพุ่มกลมรูปเจดีย์ต่ำ ทึบ เปลือกเรียบสีเทาแก่หรือเทาปนน้ำตาล ใบเป็นใบเดี่ยว รูปขอบขนาน เนื้อใบหนา แข็งและกรอบ มีเส้นแขนงจากโคนใบ 3 เส้น ออกดอกเป็นช่อตามปลายกิ่ง ดอกขนาดเล็ก สีเหลืองอ่อนหรือเขียวอ่อน ออกดอกช่วงเดือนมิถุนายน-ตุลาคม ผลขนาดเล็ก รูปไข่กลับ ผลมีเมล็ดเดียว
ขยายพันธุ์ : เพาะเมล็ด
สภาพที่เหมาะสม : สภาพดินทุกชนิด ชอบดินร่วน กลางแจ้ง ต้องการน้ำและความชื้นปานกลาง
ถิ่นกำเนิด : พม่า มาเลเซีย
ประโยชน์ : ใช้ทำอาหาร ใช้เป็นสมุนไพร



สงขลา-สะเดาเทียม
เป็นดอกไม้สวยงาม พบตามหัวไร่ปลายนาทางภาคใต้ ตั้งแต่ชุมพรและสุราษฎร์ธานี ลงไป
ดอกไม้ประจำจังหวัด : สงขลา
ชื่อสามัญ : ไม่ทราบแน่ชัด
ชื่อวิทยาศาสตร์ Azadirachta excelsa (Jack) Jacobs
วงศ์ MELIACEAE
ชื่ออื่น ต้นเทียม ไม้เทียม สะเดาช้าง สะเดาเทียม สะเดาใบใหญ่ (ภาคใต้)
ลักษณะทั่วไป เป็นไม้ยืนต้นสูงตรงไม่มีกิ่งขนาดใหญ่ เมื่ออายุน้อยเปลือกต้นเรียบ เมื่ออายุมากเปลือกจะแตกเป็นแผ่นล่อนสีเทาปนดำ เรือนยอดเป็นพุ่มกลมทึบ ใบเป็นใบประกอบ ขอบใบหยักคล้ายฟันเลื่อย ใบเบี้ยวไม่ได้สัดส่วน ปลายใบแหลมเป็นติ่ง ฐานใบเบี้ยวไม่เท่ากัน เนื้อใบหนา เกลี้ยง สีเขียวเป็นมัน ออกดอกเป็นช่อตามง่ามใบหรือปลายกิ่ง ดอกบานสีขาว ออกดอกช่วงเดือนมีนาคม ผลทรงกลมรี ผลแก่สีเขียว เมื่อสุกจะเป็นสีเหลือง
การขยายพันธุ์ โดยการเพาะเมล็ดในถุงเพาะกล้าจนงอก และแข็งแรงก่อนจึงย้ายไปปลูกลงดิน
สภาพที่เหมาะสม ดินร่วนปนทราย มีการระบายน้ำและอากาศได้ดี
ถิ่นกำเนิด ตามเรือกสวนไร่นา แถบภาคใต้ของประเทศไทย
ประโยชน์ : ใบกับเมล็ด นำมาสกัดสารทำยาฆ่าแมลง เปลือก นำไปต้มดื่มน้ำทำเป็นยาแก้บิดและท้องร่วง



สตูล-กระซิก
เป็นต้นไม้ประจำจังหวัดสตูล เนื้อไม้ใช้ประโยชน์ได้มากมาย
ต้นไม้ประจำจังหวัด : สตูล
ชื่อสามัญ : Black-wood
ชื่อวิทยาศาสตร์ : Dalbergia parviflora Roxb.
วงศ์ : PAPILIONACEAE
ชื่ออื่น : ครี้ สรี้ (สุราษฏร์ธานี) ซิก (ภาคใต้)
ลักษณะทั่วไป : เป็นไม้ยืนต้น บางครั้งรอเลื้อย ลำต้นมีหนาม เปลือกสีเทา เรือนยอดมีลักษณะไม่แน่นอน ใบเป็นใบประกอบแบบขนนก ใบย่อยเรียงสลับกันบนก้านใบ ดอกขนาดเล็ก กลิ่นหอม ออกเป็นช่อตามปลายกิ่งหรือง่ามใบใกล้ยอด ออกดอกช่วงเดือนมีนาคม-มิถุนายน ผลเป็นฝักแบน ขอบฝักบางคล้ายมีด เมล็ดรูปไตเรียงติดตามยาวของฝัก ฝักแก่จะไม่แตกแยกจากกัน
ขยายพันธุ์ : เพาะเมล็ด
สภาพที่เหมาะสม : ดินทุกชนิด เป็นไม้กลางแจ้ง น้ำและความชื้นปานกลาง
ถิ่นกำเนิด : ป่าโปร่งในที่ลุ่ม และตามชายห้วยภาคใต้ ในประเทศไทย
ประโยชน์ : เนื้อไม้ใช้ทำเครื่องเรือน เครื่องกลึง แกะสลัก เครื่องดนตรี ลักษณะคล้ายไม้ชิงชัน น้ำมันจากเนื้อ ไม้ใช้ รักษาแผลเรื้อรัง เนื้อไม้ใช้เป็นยาแก้ไข้ แก่นและรากมีกลิ่นหอมใช้ทำธูป



สุราษฎร์ธานี-เคี่ยม
เป็นไม้ยืนต้นขนาดใหญ่ และเป็นต้นไม้ประจำจังหวัดสุราษฎร์ธานี
ต้นไม้ประจำจังหวัด : สุราษฎร์ธานี
ชื่อสามัญ : Resak tembage
ชื่อวิทยาศาสตร์ : Cotylelobium melanoxylon Pierre
วงศ์ : DIPTEROCARPACEAE
ชื่ออื่น : เคี่ยม (ทั่วไป), เคี่ยมขาว เคี่ยมดำ เคี่ยมแดง (ภาคใต้)
ลักษณะทั่วไป : เป็นไม้ยืนต้นขนาดกลางถึงขนาดใหญ่สูง 20–40 เมตร เรือนยอดเป็นพุ่มทึบทรงเจดีย์ต่ำๆ ลำต้นตรง เปลือกเรียบสีน้ำตาลเข้ม มีรอยด่างสีเทาและเหลืองสลับ มีต่อมระบายอากาศกระจายทั่วไป ตามยอดอ่อนและช่อดอกมีขนสีน้ำตาลปกคลุม ใบเป็นใบเดี่ยว รูปไข่ เนื้อใบหนา ปลายใบสอบเรียวหยักเป็นตุ่มยาว โคนใบมน หลังใบเรียบมัน ท้องใบมีขนสีน้ำตาลปนเหลืองเป็นกระจุก ดอกสีขาว ออกเป็นช่อยาวตามปลายกิ่งและง่ามใบ กลิ่นหอมอ่อนๆ กลีบรองดอก 5 กลีบ รูปหอกเรียว มีขนสั้นปกคลุม ออกดอกช่วงเดือนกรกฎาคม-ตุลาคม ผลเป็นผลแห้งทรงกลม มีขนนุ่มปีกขาว 1 คู่
ขยายพันธุ์ : เพาะเมล็ดและตอนกิ่ง
สภาพที่เหมาะสม : ดินทุกชนิด แสงแดดปานกลาง
ถิ่นกำเนิด : ป่าดงดิบภาคใต้ของประเทศไทย
ประโยชน์ : ไม้เคี่ยมเนื้อละเอียด แข็ง เหนียวหนักและทนทาน จึงใช้ไม้เคี่ยมต่างสายพาน รองหนุนเสาเรือนเพื่อลากเรือนทั้งหลังในการย้ายบ้าน หรือทำเลื่อนในการชักพระ นอกจากนี้ใช้ไม้เคี่ยมทำหมอนรองรางรถไฟ ทำเสาหลักผูกเทียบเรือ ทำสะพานท่าเรือ ทำสะพานทอดขนานไปกับลำน้ำ เปลือกไม้เคี่ยม นำมาตัดเป็นชิ้น ๆ ขนาดประมาณ 1 X 2 นิ้ว ตัดเป็นรูปสี่เหลี่ยมขนมเปียกปูนใส่กระบอกตาลรองรับน้ำหวานจากต้นตาล เพื่อใช้รสฝาดรักษาน้ำตาลไม่ให้บูด ก่อนนำมาเคี่ยว หรือใช้ใส่น้ำตาลเมา นอกจากนี้เปลือกเคี่ยมใช้เป็นยากลางบ้านสำหรับห้ามเลือดบาดแผลสด ชันจากไม้เคี่ยม เป็นยาสมานแผล และแก้ท้องร่วง ยอด ราก ดอก ลำต้น ใช้ตำพอกแผล แก้ฟก บวม เน่าเปื่อย หรือใช้ผสมกับเปลือกหว้า ต้มบ้วนปาก แก้ปากเปื่อย

อ้างอิง
Th.wikipediaorg
www.panmai.com
dnp.go.th
web3.dnp.go.th
gotoknow.org
www.school.net
www.oknation.net
www.sopon.ac.th
www.bloggang.com
www.siamsouth.com

_________________
ตอนนี้เราสร้างเว็บบอร์ดใหม่ล่ะนะ 2 เว็บ

http://konklungtalay.thai-forum.net/

http://50secretsbkk.thai-forum.net/

http://siamois-wenhua.thai-forum.net/


Volwar
Webmaster
Webmaster

จำนวนข้อความ: 572
คะแนน: 770
คะแนนชื่อเสียง: 14
Join date: 23/01/2010
Age: 21
ที่อยู่: ถนนเจริญยาก ถนนไม่มีรถเมล์ กทม.

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: ประวัติศาสตร์ 77 จังหวัดทั่วไทย

ตั้งหัวข้อ by Volwar on Sun Jun 06, 2010 12:08 am

จบต้นไม้แล้วต่อไปนาฏศิลป์

_________________
ตอนนี้เราสร้างเว็บบอร์ดใหม่ล่ะนะ 2 เว็บ

http://konklungtalay.thai-forum.net/

http://50secretsbkk.thai-forum.net/

http://siamois-wenhua.thai-forum.net/


Volwar
Webmaster
Webmaster

จำนวนข้อความ: 572
คะแนน: 770
คะแนนชื่อเสียง: 14
Join date: 23/01/2010
Age: 21
ที่อยู่: ถนนเจริญยาก ถนนไม่มีรถเมล์ กทม.

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: ประวัติศาสตร์ 77 จังหวัดทั่วไทย

ตั้งหัวข้อ by *!!~AlFeiLai~!!* on Sun Jun 06, 2010 3:55 pm

ค่ะ - w -

*!!~AlFeiLai~!!*
B Class
B Class

จำนวนข้อความ: 265
คะแนน: 299
คะแนนชื่อเสียง: 21
Join date: 28/03/2010
Age: 18
ที่อยู่: ประเทศไทย

ดูข้อมูลส่วนตัว https://www.facebook.com/hachimitsu.layla

ขึ้นไปข้างบน Go down

นาฏศิลป์ไทยภาคกลาง

ตั้งหัวข้อ by Volwar on Tue Jun 08, 2010 10:25 pm

นาฏศิลป์ไทยภาคกลาง (บางตามภูมิศาสตร์ 22 จังหวัด)
ภาคกลางเป็นแหล่งอุดมสมบูรณ์ มีดินที่เหมาะสมแก่การปลูกข้าวมากกว่าภาคใดๆ ถือว่าเป็นศูนย์กลางของประเทศตั้งแต่สมัยอดีตกาล ตลอดราชธานีของไทยทั้ง 4 ราชธานี (กรุงสุโขทัย กรุงศรีอยุธยา กรุงธนบุรี กรุงรัตนโกสินทร์) ต่างล้วนอยู่ในภาคกลาง ด้วยความเป็นที่ราบลุ่มแม่น้ำที่อุมดสมบูรณ์ที่สุดของประเทศไทย ผู้คนสุขสบายจึงสามารถประดิษฐ์นาฏศิลป์ที่สวยงามได้ จึงมีนาฏศิลป์เกี่ยวกับข้าว ดอกบัว และงานเทศกาลต่างๆ เช่น เต้นกำรำเคียว ระบำดอกบัว ระบำขวัญข้าว ด้วยความเป็นศูนย์กลางของแต่ละประเทศนาฏศิลป์ไทยจึงใช้ภาคกลางเป็นนาฏศิลป์หลักอีกด้วย นอกจากมีนาฏศิลป์แบบชาวบ้านแล้ว ก็ยังมีนาฏศิลป์แบบชาววัง เมื่อชมแล้วจะดูอ่อนช้อย สวยงาม เช่น โขน ละครใน และเนื่องด้วยการเป็นศูนย์ของประเทศจึงมีชาวต่างชาติเข้ามาอาศัยอยู่จึง มีนาฏศิลป์ที่มีอิทธิพลมาจากต่างประเทศด้วย เช่นการรำกลองยาว รำมอญ



1. กระตั้วแทงเสือ

เป็นการแสดงนาฏศิลป์พื้นเมืองที่พบได้เฉพาะที่กรุงเทพมหานคร ฝั่งธนบุรี ที่กำลังหายสาบสูญจนคนกรุงเทพคิดว่าจังหวัดตนไม่มีนาฏศิลป์พื้นเมืองของตัวเอง
การแสดงกระตั้วแทงเสือเป็นการแสดงของคนไทยมีมาแต่ครั้งสมัยโบราณสืบทอดกันมาตั้งแต่รุ่นเก่าๆ กระตั้วแทงเสือมีทำนองลีลาการร้องมาจากทางใต้ และมีการร่ายรำที่อ่อนช้อยสวยงาม โดยที่มีตัวแสดงดังต่อไปนี้คือ

1 นายพรานหรือเรียกกันว่า บ้องตัน

2 เมียนายพราน และ ลูก2 คนคือ เจ้าจุก กับ เจ้าแกะ

3 เสือ จะเป็นเสือโคร่ง เสือขาว เสือดำ ก็แล้วแต่ละคณะ

สำหรับการแสดงมีเนื้อเรื่องอยู่ว่า ครั้งหนึ่งในเมืองมีเหตุร้ายคือมีเสือออกมาอาละวาดกัดชาวบ้านจนบาดเจ็บและล้มตายไป จนเรื่องเสือที่ออกอาละวาดมาถึงหูท่านเจ้าเมือง ท่านเจ้าเมืองจึงได้ออกประกาศว่าถ้าใครมีความสามารถปราบเจ้าเสือร้ายได้จะมีรางวัลให้อย่างมหาศาล ฉะนั้นแล้วบ้องตันจึงได้ขออาสาไปปราบเจ้าเสือร้ายเองโดยออกไปกับเมียและลูกคือเจ้าจุกกับเจ้าแกะ พอไปถึงกลางป่าก็พบกับเจ้าเสือร้ายจึงเกิดการต่อสู้กัน แต่เจ้าบ้องตันเป็นผู้มีวิชาอาคมจึงสามารถปราบเจ้าเสือร้ายลงได้ จึงได้รับรางวัลจากท่านเจ้าเมือง สำหรับการแสดงกระตั้วแทงเสือนั้นสามารถหาชมได้จากงานวัดทั่วๆไปและงานสืบสานวัฒนธรรมต่างคณะศิษย์วัดสิงห์ก็เป็นอีกคณะหนึ่งที่ได้สืบสานกระตั้วแทงเสือไว้ ไม่ให้ลืมหายไป



2. ระบำชากังราว
ชากังราวคือชื่อเดิมของจังหวัดกำแพงเพชร เมือง "ชากังราว" มีประวัติศาสตร์อันยาว นานตั้งแต่ครั้งกรุงสุโขทัย เป็นเมืองสำคัญมีฐานะเป็นถึงเมืองลูกหลวง มีหลักฐานปรากฏในหลักศิลาจารึกถึงเมืองชากังราว เมืองลูกหลวงและเมืองหน้าด่านที่สำคัญยิ่ง ความกล้าหาญของบรรพชนและความแข็งแกร่งประดุจเพชรของเมืองชากังราวที่ไม่มีข้าศึกใดสามารถตีฝ่ากำแพงเมืองไปได้แม้แต่ครั้งเดียว
ซึ่งเป็นที่มาของชื่อเมืองกำแพงเพชร หรือจังหวัดกำแพงเพชรในปัจจุบัน โดยหลักฐานความเจริญรุ่งเรืองของเมืองชากังราวในอดีต ไม่ว่าทางด้านศาสนา ศิลปะวัฒน ธรรม ขนบประเพณี ยังคงปรากฏให้เห็นอยู่จวบปัจจุบัน สำหรับผู้ที่เคยมาเยือนเมืองกำแพง เพชร อาจจะเคยได้ชมการแสดงนาฏศิลป์ชุดหนึ่งที่ใช้ในการต้อนรับแขกบ้านแขกเมืองและแสดงในงานประเพณีอันสำคัญของจังหวัด นั่นคือการแสดงนาฏศิลป์ชุด "ระบำชากังราว" ซึ่งประดิษฐ์ท่ารำโดย อ.เยาวลักษณ์ ใจวิสุทธิ์หรรษา อาจารย์ประจำโปรแกรมวิชานาฏศิลป์ มหาวิทยา ลัยราชภัฏกำแพงเพชร (มรภ.กพ.) ระบำชากังราวเป็นการแสดงที่มีความเป็นเอกลักษณ์ สร้างความประทับใจแก่ผู้ที่ได้มีโอกาสชม และได้เดินทางไปสร้างชื่อเสียงในต่างประเทศในฐานะนาฏศิลป์ตัวแทนจากประเทศไทยมาแล้วหลายประเทศ อ.เยาวลักษณ์ กล่าวถึงความเป็นมาและแรงบันดาลใจในการประดิษฐ์นาฏศิลป์ชุดระบำชากังราวว่า เมื่อปี พ.ศ.2528-2531 มหาวิทยาลัยซึ่งในขณะนั้นยังเป็นวิทยาลัยครูอยู่ได้รับเชิญจากสำนักงานคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติ ให้ไปเผยแพร่วัฒนธรรมที่จังหวัดเชียง ใหม่ โดยเป็นตัวแทนของจังหวัดกำแพง เพชร การเดินทางไปเผยแพร่วัฒนธรรมในครั้งนั้นกำหนดให้แต่ละจังหวัดจะต้องนำชุดการแสดงที่เน้นความเป็นอัตลักษณ์ของจังหวัดตน ซึ่งการแสดงที่สื่อความเป็นอัตลักษณ์ของจังหวัดกำแพงเพชรขณะนั้นมีการแสดงพื้นบ้าน เช่น รำโทน ระบำ ก ไก่ รำคล้องช้าง ซึ่งนำไปแสดงในระยะแรกๆ ปรากฏว่าได้รับความพึงพอใจจากผู้ชมระดับหนึ่ง "ต่อมาเราก็ได้เป็นตัวแทนเดินทางไปเผยแพร่วัฒนธรรมทุกปี ชุดการแสดงที่นำไปไม่เพียงพอในการนำเสนอ เพราะบางที่เจ้าภาพให้เวลาในการแสดงมากขึ้น ต่อมาสถาบันก็ได้รับเชิญให้ไปแสดงในโอกาสต่างๆ บ่อยขึ้น จึงเกิดแรงบันดาลใจว่าน่าจะคิดการแสดงชุดใหม่ขึ้นและจะต้องเป็นการแสดงที่สื่อให้เห็นถึงความเป็นอัตลักษณ์ของจังหวัดกำแพงเพชร" ในช่วงเวลาที่คิดนั้นเป็นช่วงปีพ.ศ.2535 ก็ได้ให้นักศึกษาวิชานาฏศิลป์ช่วยกันคิด ช่วยกันค้นคว้าศึกษาหาข้อมูลทั้งลูกศิษย์และอาจารย์ก็ออกมาเป็น "ระบำชากังราว" โดยที่อาจารย์เป็นผู้ควบคุมการประดิษฐ์ท่ารำ และก็ได้มีการปรับปรุงท่ารำ สีสันของเครื่องแต่งกายและเครื่องประดับมาเป็นระยะๆ เยาวลักษณ์ ใจวิสุทธิ์หรรษา
อ.เยาวลักษณ์ กล่าวต่อว่า เหตุที่ใช้ชื่อชุดการแสดงว่าระบำชากังราวก็เพราะว่าต้องการตั้งชื่อให้สอดคล้องกับชื่อเมืองตามประวัติศาสตร์ เพราะกำแพงเพชรเดิมชื่อเมืองชากังราว และเป็นชื่อที่บ่งบอกความเป็นเอกลักษณ์ได้อย่างชัดเจน พอได้ยินชื่อชุดการแสดงทุกคนจะต้องนึกถึงกำแพงเพชร นึกถึงประวัติศาสตร์ของเมืองชากังราว สำหรับท่ารำก็ได้แนวคิดการนำท่าทางจากพุทธลีลาที่เป็นลักษณะเด่นที่ปรากฏในอุทยานประวัติศาสตร์กำแพงเพชร เช่น ท่าปางลีลา ท่ากำแพงบิด นำมาคิดประดิษฐ์เป็นนาฏลีลาท่ารำผสมผสานกับภาษาท่าของนาฏศิลป์ สำหรับเครื่องแต่งกายของผู้แสดงออกแบบโดย อ.รุ่งธรรม ธรรมปิยานนันท์ วิทยาลัยเทคนิคกำแพงเพชร ซึ่งได้ศึกษามาจากรูปเทวสตรีในพิพิธภัณฑสถานจังหวัดกำแพงเพชร ส่วนเพลงที่ใช้เป็นเพลงที่แต่งขึ้นโดยเฉพาะซึ่งได้รับความอนุเคราะห์จาก อ.ศิริชัยชาญ ฟักจำรูญ ในขณะดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการวิทยาลัยนาฏศิลป์ ได้ให้ความอนุเคราะห์ต่อมรภ.กพ.เป็นอย่างมาก "เพราะในการติดต่อกับท่านนั้นเราใช้โทรศัพท์อย่างเดียว ก็เรียนท่านว่าเราอยู่ต่างจังหวัด ท่านก็มีเมตตาอย่างยิ่ง บอกไม่เป็นไร ก็ใช้โทรศัพท์นี่แหละ ท่านก็ให้ไปศึกษาค้นคว้ามาว่าในช่วงยุคสมัยดังกล่าวมีการใช้เพลงอะไร ก็ไปค้นคว้าศึกษากัน พบปรากฏในศิลาจารึกมีอยู่สองเพลงก็เรียนท่าน ท่านก็แต่งให้ใหม่เสร็จสรรพ นับว่าท่านมีเมตตาต่อเราชาวราชภัฏกำแพงเพชรเป็นอย่างยิ่ง" อ.เยาวลักษณ์กล่าว อ.เยาวลักษณ์กล่าวด้วยความภาคภูมิใจว่า เมื่อพ.ศ.2537 ได้รับเกียรติให้เป็นตัวแทนกาชาดจังหวัดภาคเหนือไปรำหน้าพระที่นั่งสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ที่จังหวัดชลบุรี ในส่วนของจังหวัดกำแพงเพชรนั้นก็จะใช้การแสดงชุดระบำชากังราวในการต้อนรับแขกบ้านแขกเมืองทุกครั้ง หรือในงานประเพณีสำคัญของจังหวัด นอกจากนี้ ยังได้รับเชิญให้ไปแสดงเผยแพร่วัฒนธรรมในต่างประเทศมาแล้วหลายประเทศ เช่น ประเทศสวีเดน เดนมาร์ก ตุรกี สหรัฐอเมริกา และสิงคโปร์
เรื่องราวในอดีตได้ถูกถ่ายทอดผ่านท่วงท่าการร่ายรำที่อ่อนช้อยงดงาม รวมถึงความประณีตบรรจงในการรังสรรค์เครื่องแต่งกายของผู้แสดงได้สร้างความประทับใจแก่ผู้ชมมาแล้วทั้งในประเทศและต่างประเทศ



3. รำกลองยาว
กลองยาวเป็นเครื่องดนตรีพื้นบ้านของภาคกลาง การรำกลองยาว เชื่อกันว่ากลองยาวได้แบบอย่างมาจากพม่า ในสมัยกรุงธนบุรี หรือต้นกรุงรัตนโกสินทร์ สมัยที่ไทยกับพม่ากำลังทำสงครามกัน เวลาพักรบ พวกทหารพม่าก็เล่น "กลองยาว" กันสนุกสนาน พวกชาวไทยได้เห็นก็จำแบบอย่างมาเล่นบ้าง แต่บางท่านก็เล่าว่า กลองยาวของพม่าแบบนี้ มีชาวพม่าพวกหนึ่งนำเข้ามาเล่นในงานที่มีกระบวนแห่ เช่น บวชนาค ทอดกฐิน เป็นต้น และนิยมเล่นกันเป็นที่รื่นเริง สนุกสนานในเทศกาลสงกรานต์ และเล่นกันแพร่หลายไปแทบทุกหัวบ้านหัวเมือง วงหนึ่งๆ จะใช้กลองยาวหลายลูกก็ได้ เครื่องดนตรีที่ใช้บรรเลงร่วม มี ฉิ่ง, ฉาบเล็ก, กรับ, โหม่ง เรียกการเล่นชนิดนี้ว่า "เถิดเทิง" หรือ "เทิงกลองยาว" ที่เรียกเช่นนี้เข้าใจว่า เรียกตามเสียงกลองที่ตีและตามรูปลักษณะกลองยาว



4. รำขวัญข้าว
ภาคกลางเป็นภาคที่อุดมสมบูรณ์และปลุกข้าวได้ดีที่สุด จึงมีนาฏศิลป์เกี่ยวกับข้าวอย่างรำขวัญข้าวเกิดขึ้นมา เพื่อบูชาเจ้าแม่โพสพ


5. เต้นกำรำเคียว
เต้นกำรำเคียว เป็นการละเล่นพื้นบ้านของจังหวัดนครสวรรค์ มีเนื้อเพลงเกี้ยวพาราสี ซึ่งเกิดขึ้นเมื่อครั้งพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงประกาศเลิกทาส กำเนิดครั้งแรกที่บ้านสระทะเล ตำบลสระทะเล อำเภอพยุหคีรี จังหวัดนครสวรรค์ โดยหลวงศรีบุรีขวัญ เป็นผู้ประดิษฐ์เนื้อร้อง



6. โขน
โขน เป็นศิลปะการแสดงอย่างหนึ่งของไทย มีประวัติที่เก่าแก่ยาวนานมาก เชื่อว่ามีความเก่าแก่อย่างน้อยย้อนไปถึงสมัยอยุธยามีการสันนิษฐานว่าเป็นการแสดงที่พัฒนามาจากการแสดงชักนาคดึกดำบรรพ์ กระบี่กระบอง และการแสดงหนังใหญ่ ดังนั้นการแสดงโขนจึงเป็นการรวมศิลปะการแสดงหลายชนิดเข้าด้วยกัน เป็นการแสดงที่อาศัยท่าเต้นเป็นการแสดงออกทางอารมณ์เป็นสำคัญ ตัวละครมีทั้งแบบสวมมงกุฎบนศีรษะ และสวมหน้ากาก โดยการแสดงเป็นเรื่องราว มีทั้งบทเจรจา และบทร้อง สำหรับเนื้อเรื่องที่นำมาแสดงโขนนั้นเดิมมีทั้งเรื่องอุณรุท และรามเกียรติ์ แต่ในปัจจุบันนิยมเล่นแต่เรื่องรามเกียรติ์เท่านั้น
โขนเป็นนาฏกรรมที่มีศิลปะเป็นแบบฉบับ ของตนเอง คำว่า "โขน" ไม่ทราบแน่ชัดว่ามีมาตั้งแต่สมัยใด ซึ่งได้มีกล่าวไว้ในลิลิตพระลอเล่าถึงงานมหรสพในงานพระศพของพระลอและพระ เพื่อนพระแพงว่า "ขยายโรงโขนโรงรำ ทำระทาราวเทียน" คำว่า "โขน" มีกล่าวไว้ในหนังสือของชาวต่างประเทศ เป็นการกล่าวถึงศิลปะแห่งการเล่นของไทยในรัชสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช ซึ่งเป็นที่นิยมและยึดถือเป็นแบบแผนกันมานาน มีข้อสันนิษฐานว่าโขนน่าจะมาจากคำในภาษาต่าง ๆ ดังนี้
1. เครื่องดนตรีโขลโขนในภาษาเบงกาลี ซึ่งมีคำว่า "โขละ หรือโขล" ซึ่งเป็นชื่อของเครื่องดนตรีประเภทหนัง ชนิดหนึ่งของฮินดู โดยตัวรูปร่างคล้ายมฤทังคะ (ตะโพน) ส่วนใหญ่เป็นเครื่องดนตรีที่พวกไวษณพนิกายในแคว้นแบงกอลนิยมใช้ประกอบการ เล่นชนิดหนึ่งที่เรียกว่า "ยาตรา" ซึ่งหมายถึง ละครเร่ และหากเครื่องดนตรีชนิดนี้ได้เคยนำเข้ามาในดินแดนไทยแล้วนำมาใช้ประกอบการ เล่นนาฏกรรมชนิดหนึ่ง เราจึงเรียกการแสดงชุดนั้นว่า "โขล" ตามชื่อเครื่องดนตรี
2. โขนในภาษาทมิฬ เริ่มจากคำว่า โขล มีคำเพียงใกล้เคียงกับ "โกล หรือ โกลัม" ในภาษาทมิฬ ซึ่งหมายถึงเพศ หรือการแต่งตัวหรือการประดับตกแต่งตัวตามลักษณะของเพศ
3. โขนในภาษาอิหร่าน มาจากคำว่า "ษูรัต ควาน" (Surat khwan) ซึ่งษูรัตแปลว่าตุ๊กตาหรือหุ่น ซึ่งผู้อ่านหรือผู้ขับร้องแทนตุ๊กตาหรือหุ่นเรียกว่า "ควาน" หรือโขน (Khon) ซึ่งคล้าย ๆ กับผู้พากย์และผู้เจรจาอย่างโขน
4. โขนในภาษาเขมร ในพจนานุกรมภาษาเขมร มีคำว่า "ละคร" แต่เขียนเป็นอักษรว่า "ละโขน" ซึ่งหมายถึงมหรสพอย่างหนึ่งเล่นเรื่องต่าง ๆ กับมีคำว่า "โขล" อธิบายไว้ในพจนานุกรมเขมรว่า "โขล ละคอนชายเล่นเรื่องรามเกียรติ์"
หากที่มาของโขนมา จากคำในภาษาเบงคาลี ภาษาทมิฬและภาษาอิหร่าน ก็คงจะมาจากพวกพ่อค้าวาณิช และศาสนาจารย์ของชาวพื้นเมืองประเทศนั้น ๆ แพร่มาสู่ดินแดนในหมู่เกาะชวา มาลายูและแหลมอินโดจีน
จากข้อสันนิษฐานต่างๆ ยังมิอาจสรุปได้แน่นอนว่า "โขน" เป็นคำมาจากภาษาใด แต่เมื่อเปิดพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. 2525 ซึ่งใช้กันในยุคสมัยนี้ก็จะพบว่า โขน หมายถึง การเล่นอย่างหนึ่งคล้ายละครรำ แต่เล่นเฉพาะในเรื่องรามเกียรติ์ โดยผู้แสดงสวมหัวจำลองต่าง ๆ ที่เรียกว่า หัวโขน หรืออีกความหมายหนึ่งหมายถึง ไม้ที่ต่อเสริมหัวเรือท้ายเรือให้งอนเชิดขึ้นไป เรียกว่า "โขนเรือ" เรียกเรือชนิดหนึ่งที่มีโขนว่า เรือโขน เช่น เรือโขนขนาดใหญ่น้อย เหลือหลาย (ลิลิตพยุหยาตรา) หรือส่วนสุดทั้ง 2 ข้างของรางระนาดหรือฆ้องวง ที่งอนขึ้นก็เรียกว่า "โขน"

7. ระบำมอญราชสำนัก
มาจากละครพันทาง เรื่อง ราชาธิราช ตอน "ศึกมังมหานรธา" ผลงานของรุ่นพี่ปริญญาโทรุ่น1 สาขานาฏศิลป์ สถาบันบัณฑิตพัฒนศิลป์ "การแสดงระบำมอญราชสำนัก" ชุดนี้เป็นระบำที่ประดิษฐ์สร้างสรรค์ขึ้นมาใหม่โดยรุ่นพี่ปริญญาโท มีทั้งท่ารำของนาฏศิลป์มอญและไทยผสมกัน



8. รามัญบูชา
เป็นนาฏศิลป์การแสดงร่วมสมัยของมหาวิทยาลัยปทุมธานี จัดแสดงครั้งแรกเมื่อ งานกาชาดปี พ.ศ. 2552 ที่ฟิวเจอร์ ปาร์ค รังสิต จังหวัดปทุมธานี เนื่องจากจังหวัดปทุมธานีเป็นจังหวัดหนึ่งที่มีชาวมอญ (รามัญ) อยู่เป็นจำนวนมาก


9. ระบำอยุธยา
ระบำอยุธยา เป็นระบำที่ประดิษฐ์ขึ้นใหม่ เมื่อปี พ.ศ. 2529 จากความคิดริเริ่ม ของนายเสรี หวังในธรรม ผู้เชี่ยวชาญพิเศษด้านสังคีตศิลป์และศิลปินแห่งชาติ โดยมีวัตถุประสงค์ที่จะจัดเป็นระบำโบราณคดีอีกชุดหนึ่ง นางเฉลย ศุขะวณิช ผู้เชี่ยวชาญการสอนนาฏศิลปไทยและศิลปินแห่งชาติ เป็นผู้ประดิษฐ์ลีลาท่ารำ นายจิรัส อาจณรงค์ ผู้เชี่ยวชาญดนตรีไทย สถาบันนาฏดุริยางศิลป์กรมศิลปากร เป็นผู้แต่งทำนองเพลงอยุธยา ระบำชุดนี้ จัดแสดงเป็นครั้งแรกในงานศิลปหัตถกรรม ประจำปี พ.ศ. 2529



10. รำโจ๋ง
“รำโจ๋ง” สะท้อนให้เห็นถึงวิถีชีวิตวัฒนธรรมการละเล่นของชาวบ้านท่าโรง ที่มีความคิดสร้างสรรค์ สร้างภูมิปัญญาด้านเครื่องดนตรี เครื่องเล่นที่ใช้ประกอบการละเล่นในท้องถิ่น บ่งบอกถึงสภาพจิตใจที่ดี มีความสุขทำนองดนตรี การแต่งกายได้รับวัฒนธรรมมาจากภาคกลาง และได้เลือกท่ารำของเดิมมาสร้างสรรค์ จำนวน 2 ท่า



11. รำแวววิชนี
ระบำวิชนี เป็นระบำชุดหนึ่ง ซึ่งประดิษฐ์ลีลาท่ารำขึ้นตามแนวคิดของท่านผู้หญิงแผ้ว สนิทวงศ์เสนี ผู้เชี่ยวชาญนาฏศิลป์ไทยและศิลปินแห่งชาติที่ว่า ประเทศไทยเป็นเมืองร้อนอบอ้าว คนไทยนิยมใช้พัดรำเพยลม เพื่อบรรเทาความร้อน นายมนตรี ตราโมท ผู้เชี่ยวชาญดนตรีไทยและศิลปินแห่งชาติ จึงได้แต่งทำนองเพลงขึ้น ให้ผู้แสดงแต่งกายชุดนางในราชสำนัก มือขวาถือพัดวิชนี หรือพัชนี (พัดโบกเล็ก ๆ ) รำตามท่วงทำนอง จังหวะเพลง และบทขับร้องอันไพเราะ



12. รำอวยพรอ่อนหวาน
รำอวยพรอ่อนหวาน เป็นการแสดงประเภทระบำเบ็ดเตล็ดชุดหนึ่ง ที่คุณครูสามปอยดง เครือนันตา ครูสาระนาฏศิลป์ โรงเรียนลำปางกัลยาณี ได้คิดประดิษฐ์ท่ารำขึ้นใหม่เพื่อใช้ในโอกาสที่เป็นมงคลทั่วไป โดยใช้ทำนองเพลงสร้อยสนตัดซึ่งเป็นเพลงที่มีสำเนียงอ่อนหวานมาประกอบ บทร้องเพลงอวยพรอ่อนหวาน การอวยชัยให้พรเป็นธรรมเนียมของไทยที่มีมาแต่โบราณ ดังนั้นศิลปะการรำอวยพรจึงเกิดขึ้นเพื่อเป็นการอวยชัยให้พรกัน เช่นรำอวยพรต้อนรับอาคันตุกะผู้มาเยือน ต้อนรับแขกผู้มีเกียรติ และอวยพรเนื่องในวันคล้ายวันเกิด เพื่ออวยชัยให้พรให้มีความสุข ความเจริญก้าวหน้าตลอดไป ท่ารำที่ใช้ประกอบในการรำอวยพรอ่อนหวานนี้เป็นท่ารำที่ไม่ยากเกินไป เพื่อให้เหมาะกับนักเรียน และสามารถนำไปใช้แสดงในงาน ต่าง ๆ ได้

13. ระบำลพบุรี
ระบำลพบุรี เป็นระบำชุดที่ 3 ในระบำโบราณคดี 5 ชุด ที่นายมนตรี ตราโมท ผู้เชี่ยวชาญดนตรีไทยและศิลปินแห่งชาติ เป็นผู้แต่งทำนองเพลงจากสำเนียงเขมร นางลมุล ยมะคุปต์ ผู้เชี่ยวชาญการสอนนาฏศิลปไทยและนางเฉลย ศุขะวณิช ผู้เชี่ยวชาญการสอนนาฏศิลป์ไทยและศิลปินแห่งชาติ เป็นผู้ประดิษฐ์ท่ารำ โดยเลียนแบบลีลา ท่าทาง ของประติมากรรมและภาพสลักที่ปรากฏบนทัพหลังและหน้าบันของปราสาทหินพิมาย ปราสาทพนมรุ้ง อันเป็นศิลปะแบบขอมอยู่ระหว่างพุทธศตวรรษที่ 12 - 13 ดังนั้น ท่ารำ และดนตรี ตลอดจนเครื่องแต่งกายในระบำชุดนี้ จึงมีลีลา สำเนียงและแบบอย่างที่เป็นเขมร



14. ระบำดอกบัว
ระบำดอกบัว เป็นการแสดงชุดหนึ่งจากละครเรื่อง "รถเสน" ตอนหมู่นางรำ แสดงถวายท้าววรถสิทธิ์ ซึ่งกรมศิลปากรได้ปรับปรุงขึ้น แสดงให้ประชาชนชมเมื่อ พ.ศ. 2500 ผู้ประพันธ์บทร้องคือ อาจารย์มนตรี ตราโมท ใช้ทำนองเพลงสร้อยโอ้ลาวของเก่า เป็นการแสดงหมู่



15. หุ่นกระบอก
หุ่นกระบอกคือหุ่นที่ใช้กระบอกเล็ก ๆ เป็นแกนของลำตัวหุ่น ศีรษะหุ่นเป็นแบบหัวโขนละคร ลำตัวใช้ถุงคลุม แขนและขาจึงไม่มี การแสดงหุ่นกระบอกคือการแสดงอย่างละคร โดยมักนำวรรณคดีเรื่องเอกของไทยมาเล่น เช่นเรื่องพระอภัยมณี เรื่องรามเกียรติ์ และเรื่องสังข์ทอง เป็นต้น การแสดงหุ่นกระบอกถูกยกเลิกไปในสมัยปฏิวัติวัฒนธรรมที่มีรัฐบาลจอมพล ป. พิบูลสงคราม ปกครอง เพราะมีพระราชบัญญัติกำหนดวัฒนธรรมทางศิลปกรรมเกี่ยวกับนาฏศิลป์ และห้ามการแสดงที่มีรากเหง้ามาจากต่างชาติ หุ่นกระบอกจึงต้องยุติการแสดงในปี พ.ศ. 2485 และแทบไม่ได้ฟื้นคืน กระทั่งเริ่มมีการฟื้นฟูหุ่นกระบอกขึ้นอีกครั้ง โดยนายเปียก ประเสริฐกุลและบุตรสาว คือนางชื้น ประเสริฐกุล



16. รำเงือก
พระอภัยมณีคือวรรณคดีไทยเรื่องแรกที่กล่าวถึงนางเงือก รำเงือกเป็นการแสดงประกอบในเรื่องพระอภัยมณี



17. รำโทน
รำโทนเป็นการละเล่นพื้นบ้านชนิดหนึ่งของชาวบ้านเมืองลพบุรี นิยมเล่นกันแพร่หลายในระหว่าง พ.ศ. 2484-2488 หรือในช่วงเกิดสงครามโลกครั้งที่ 2 หลังสงครามเลิกความนิยมเล่นรำโทนลดลงตามลำดับ ส่วนหนึ่งพัฒนาไปเป็นการละเล่น "รำวง" และ "รำวงมาตรฐาน" เหตุที่เรียกชื่อว่ารำโทน เพราะเดิมเป็นการรำประกอบจังหวะการตี "โทน" ซึ่งเป็นเครื่องดนตรีหลักในการเล่น ภายหลังแม้ใช้เครื่องดนตรีอื่น เช่น รำมะนา ตีให้จังหวะแทนก็ยังเรียกชื่อเช่นเดิม หนุ่มสาวสมัยก่อนเล่นรำโทนเพื่อความสนุกสนานรื่นเริง เพื่อพักผ่อนหย่อนใจยามเหงาหรือยามสงครามที่ค่ำลงก็ไม่มีอะไรจะทำกัน เป็นการเพิ่มชีวิตชีวาให้กับชีวิตที่ต้องเสี่ยงภัยในยามศึกสงคราม เพลงที่ใช้ร้องมักเป็นเพลงที่มีเนื้อร้องง่ายๆ เป็นเพลงสั้นๆ ไม่มีชื่อเพลงเฉพาะ มักเรียกชื่อตามวรรคแรกของเนื้อร้อง ไม่บอกชื่อผู้แต่งใครอยากแต่งขึ้นมาใหม่ก็ได้ จำกันร้องตามกันต่อๆ มา เนื้อร้องมักเป็นการเกี้ยวพาราสี ปลุกใจหรือสะท้อนชีวิตความเป็นอยู่หรือมาจากวรรณคดีไทย เช่น เพลงลพบุรีของเรานี่เอ๋ย เจ็ดนาฬิกา ใครรักใครโค้งใคร เชื่อผู้นำของชาติ ศิลปากร ฯลฯ



18. ระบำดาวดึงส์
ระบำดาวดึงส์ เป็นการแสดงมาตรฐานที่เป็นฉบับไทยอีกชุดหนึ่ง ซึ่งสมเด็จเจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัตติวงศ์ได้ทรงนิพนธ์บทร้องขี้ประกอบการแสดงในบทละครดึกดำบรรพ์ เรื่องสังข์ทอง ตอนที่ 2 ตอนตีคลี ฉากดาวดึงส์ ในฉากนี้มีพระอินทร์กับพระมเหสีประทับอยู่บนแท่น พระวิศนุกรรม และพระมาตุลี นั่งอยู่ชั้นลดสองข้าง พวกคนธรรพ์ประจำเครื่องดนตรีอยู่ด้านหน้า เหล่าเทวดานางฟ้าเข้านั่งเฝ้าสองข้าง เริ่มเปิดฉากเหล่าเทวดานางฟ้าก็จับระบำถวาย การแสดงเรื่องนี้จัดแสดงที่โรงละครดึกดำบรรพ์ ริมถนนอัษฎางค์ (วังบ้านหม้อ) ปลายสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ เนื้อร้องของระบำพรรณนาถึงความงดงามความโอฬารของสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ และความมโหฬารตระการตาในทิพย์สมบัติของพระอินทร์ ตลอดจนความงดงามของเหล่าเทวดานางฟ้าในสรวงสวรรค์ หม่อมเข็ม กุญชร ณ อยุธยา (หม่อมเจ้าในพระยาเทเวศร์วงศ์วิวัฒน์)เป็นผู้คุม ฝึกหัดคิดท่ารำ ต่อมาการแสดงชุดนี้ได้นำมาจัดเป็นชุดเอกเทศ จึงนำออกด้วยเพลงเหาะ และรำตามเนื้อร้องในเพลงตะเขิ่ง, เจ้าเซ็น แล้วจบท้ายด้วยเพลงรัว นับเป็นระบำชุดหนึ่งที่ได้ปรับปรุงทางดนตรี และทางรำให้ได้กะทัดรัด จนเป็นนาฏศิลป์ไทยชุดหนึ่งที่ได้ยึดถือเป็นแบบระบำแสดงความรื่นเริงบันเทิงใจ ซึ่งได้อนุรักษ์ไว้เป็นแบบแผนสืบต่อมาจนถึงทุกวันนี้

19. ระบำสุโขทัย
ระบำโบราณคดีชุดนี้เกิดจากแนวคิดริเริ่มของนายธนิต อยู่โพธิ์ อดีตอธิบดีกรมศิลปากรได้จัดให้มีการแสดงถวายหน้าพระที่นั่งเป็นครั้งแรกเมื่อวันที่ 25 พฤษภาคม พ.ศ. 2510 ในงานเปิดอาคารใหม่พิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติพระนคร ท่านผู้หญิงแผ้ว สนิทวงศ์เป็นผู้คิดท่ารำ อาจารย์มนตรี ตราโมทเป็นผู้แต่งทำนองขึ้นใหม่ให้มีความไพเราะเพราะพริ้ง



20. รำสีนวล
สีนวล เป็นการรำประเภทการละเล่นพื้นเมืองอย่างหนึ่งของชาวไทยในภาคกลาง เนื่องจากการรำสีนวลเป็นศิลปะที่สวยงามทั้งท่ารำและเพลงขับร้อง จึงพัฒนามาเป็นชุดสำหรับจัดแสดงในงานทั่ว ๆ ไป และนับเป็นการแสดงนาฏศิลป์อีกชุดหนึ่งที่นิยมแพร่หลายเป็นที่รู้จักกันอย่างกว้างขวาง ลักษณะท่ารำและคำร้องของรำสีนวลมีความหมายถึง อิริยาบถที่นุ่มนวลอ่อนช้อยของกุลสตรี



21. ระบำบันเทิงเภรี
ระบำบันเทิงเภรีเป็นระบำชุดหนึ่งที่วิทยาลัยนาฏศิลปอ่างทองได้แนวคิดมา จากคำขวัญ ประจำจังหวัด วรรคที่ว่า “ถิ่นฐานทำกลอง” ซึ่งถือเป็นหัตถกรรมพื้นบ้านของชาวตำบลเอกราช อำเภอป่าโมก จังหวัดอ่างทอง ระบำชุดนี้มุ่งเน้นที่จังหวะของการตีกลองอย่างสนุกสนาน อันประกอบด้วย กลองยาวและรำมะนา ทั้งนี้เพื่อสะท้อนให้เห็นถึงอุปนิสัยรักความสนุกสนานของชาวอ่างทอง อีกทั้งยังได้อนุรักษ์ศิลปหัตถกรรมอย่างหนึ่งของชาวอ่างทองไว้มิให้สูญหาย ระบำชุดนี้ จัดสร้างขึ้นในปี พ.ศ. 2535

22. ระบำอ้อมอกอุทัย
เป็นระบำที่เกี่ยวกับจังหวัดอุทัยธานี


แก้ไขล่าสุดโดย Volwar เมื่อ Thu Dec 22, 2011 11:18 pm, ทั้งหมด 1 ครั้ง (Reason for editing : แก้ไขคลิป)

_________________
ตอนนี้เราสร้างเว็บบอร์ดใหม่ล่ะนะ 2 เว็บ

http://konklungtalay.thai-forum.net/

http://50secretsbkk.thai-forum.net/

http://siamois-wenhua.thai-forum.net/


Volwar
Webmaster
Webmaster

จำนวนข้อความ: 572
คะแนน: 770
คะแนนชื่อเสียง: 14
Join date: 23/01/2010
Age: 21
ที่อยู่: ถนนเจริญยาก ถนนไม่มีรถเมล์ กทม.

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: ประวัติศาสตร์ 77 จังหวัดทั่วไทย

ตั้งหัวข้อ by *!!~AlFeiLai~!!* on Wed Jun 09, 2010 8:14 pm

อ่านจนตาลาย เหอๆ แต่ช่วงนี้ต้องใช้พอดีเลยTvTb

*!!~AlFeiLai~!!*
B Class
B Class

จำนวนข้อความ: 265
คะแนน: 299
คะแนนชื่อเสียง: 21
Join date: 28/03/2010
Age: 18
ที่อยู่: ประเทศไทย

ดูข้อมูลส่วนตัว https://www.facebook.com/hachimitsu.layla

ขึ้นไปข้างบน Go down

นาฏศิลป์ไทยภาคตะวันออกเฉียงเหนือ

ตั้งหัวข้อ by Volwar on Sun Jun 13, 2010 9:57 am

ภาคนี้โดยทั่วไปมักเรียกว่าภาคอีสาน ภาคอีสาน ภูมิประเทศภาคอีสานเป็นที่ราบสูง ค่อนข้างแห้งแล้งเพราะพื้นดินไม่เก็บน้ำ ฤดูแล้งจะกันดาร ฤดูฝนน้ำจะท่วม แต่ชาวอีสานก็มีอาชีพทำไร่ทำนา และเป็นคนรักสนุกและขยัน อดทน คนอีสานมักไปขายแรงงานในท้องที่ภาคกลางหรือภาคใต้ เพลงพื้นเมืองอีสานจึงมักบรรยายความทุกข์ ความยากจน ความเหงา ที่ต้องจากบ้านมาไกล ดนตรีพื้นเมืองแต่ละชิ้นเอื้อต่อการเล่นเดี่ยว การจะบรรเลงร่วมกันเป็นวงจึงต้องทำการปรับหรือตั้งเสียงเครื่องดนตรีใหม่เพื่อให้ได้ระดับเสียงที่เข้ากันได้ทุกครั้ง แต่อย่างไรก็ตาม คนอีสานก็พยายามหาความบันเทิงในทุกโอกาส เพื่อผ่อนคลายความไม่สบายใจหรือสภาพความทุกข์ยากอันเนื่องจากสภาพธรรมชาติ เครื่องดนตรีพื้นเมืองอีสาน เช่น พิณ แคน โหวด โปงลาง หืน ซอ ปี่ไม้ซาง กลองตุ้ม กลองยาว เป็นต้น ทำนองเพลงพื้นเมืองอีสานมีทั้งทำนองที่เศร้าสร้อยและสนุกสนาน เพลงที่มีจังหวะเร็วนั้นถึงจะสนุกสนานอย่างไรก็ยังคงเจือความทุกข์ยากลำบากในบทเพลงอยู่เสมอ ทำนองเพลงหรือทำนองดนตรีเรียกว่า “ลาย” เช่น ลายแม่ฮ้างกล่อมลูก ลายนกไส่บินข้ามท่ง ลายลมพัดพร้าว ลายน้ำโตนตาด เป็นต้น การขับร้องเรียกว่า “ลำ” ผู้ที่มีความชำนาญในการลำเรียกว่า “หมอลำ” ลำมีหลายประเภท เช่น ลำกลอน ลำเพลิน ลำเรื่องต่อกลอน ลำผญา(ผะหยา) ลำเต้ย เป็นต้น ส่วนบทเพลงหรือลายบรรเลงก็มาจากภูมิปัญญาชาวที่มีความเชี่ยวชาญทางด้านดนตรีโปงลาง เช่นอาจารย์ทรงศักดิ์ ปทุมสิน ซึ้งเป็นผู้เชี่ยวทางด้านโหวด และอาจารย์ทองคำ ไทยกล้า เป็นผู้เชี่ยวชาญทางด้าน แคน



1. แพรวากาฬสิน
ผ้าไหมแพรวา เป็นผ้าแพรสไบที่ทอด้วยเทคนิคการทอคล้ายกับผ้าจก นิยมทอให้มีความยาวประมาณ 1 วากับอีก1 ศอกหรือ 1ช่วงแขน หรือยาวประมาณ 2-2.5 เมตร ตามลักษณะการใช้งาน ซึ่งเป็นผ้าทอพื้นบ้านของชาวภูไทบ้านโพน อำเภอคำม่วง จังหวัดกาฬสินธุ์ และนิยมทอกันอย่างแพร่หลายในหลายจังหวัด เพราะได้การสนับสนุนจากโครงการศูนย์ศิลปาชีพในสมเด็จพระนางเจ้า พระบรมราชินีนาถ และมีการพัฒนารูปแบบ สีสัน และลวดลายต่างๆมากขึ้น ทำให้ผ้าไหมแพรวาเป็นที่นิยม และนำมาใช้กันอย่างแพร่หลายในปัจจุบัน ฟ้อนแพรวากาฬสินธุ์ ได้ประดิษฐ์คิดค้นการแสดงโดย คณาจารย์ภาควิชานาฏศิลป์และดุริยางค์ โดยการควบคุมของ นายสิริชัย นักจำรูญ ผู้อำนวยการจากวิทยาลัยนาฏศิลปกาฬสินธุ์ ในปี พ.ศ.2534 เนื่องในวโรกาสที่สมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินีนาถ พระชนม์มายุครบ 60 พรรษา และได้ออกนำเสนอผลงาน ในงานมหกรมการแสดงนาฏศิลป์ดนตรีและนิทรรศการงานศิลปะของสถาบันการศึกษา สังกัดกรมศิลปากรประจำปีการศึกษา2535 ณ โรงละครแห่งชาติ โดยผู้แสดงจะแต่งกายด้วยการใช้ผ้าแพรวาสีต่างๆพันอก ท่าฟ้อนรำก็ได้ดัดแปลงมาจากท่วงท่าการทอผ้าไหมแพรวานั่นเอง



2. ฟ้อนเอ้ดอกคูน
ดอกคูน หรือภาษาไทยกลางเรียกว่า ดอกราชพฤกษ์ เป็นดอกไม้ลักษณะพวงระย้า สีเหลือง ออกดอกช่วงหน้าแล้ง และเป็นดอกไม้ประจำจังหวัดขอนแก่น ประมาณเดือนมีนาคม-เมษายน ดอกบานแซมด้วยดอกตูมในช่อเดียวกัน เหลืองอร่ามเต็มต้น ประดับด้วยใบสีเขียว แลดูงดงามวิจิตร ประหนึ่งมีเทพธิดามาบรรจงตกแต่งไว้ คำว่า “เอ้” เป็นภาษาอีสาน หมายถึงการประดับ ตกแต่ง จัดแจงให้สวยงามวิจิตร เอ้ดอกคูน จึงหมายถึง การประดับตกแต่ง จัดแจงดอกคูนให้สวยงาม งดงามวิจิตร ซึ่งเป็นจินตภาพอันได้จากความงดงามของดอกคูนที่บานสะพรั่งเหลืองอร่ามแซมด้วยใบเขียว พลิ้วโอนไหวยามต้องลม ภาพอันงดงามนี้ เป็นแรงบันดาลใจให้นักศึกษาวิทยาลัยนาฏศิลปกาฬสินธุ์ ประดิษฐ์ออกแบบท่าฟ้อนรำ รวมถึงเครื่องแต่งกาย จนเกิดเป็นชุดฟ้อนที่สวยงาม ฟ้อนเอ้ดอกคูน ใช้ช่างฟ้อนผู้หญิงล้วน ท่าฟ้อนต่างๆ แสดงถึงท่วงท่าลีลาที่งดงามอ่อนช้อย



3. เซิ้งกระติบข้าว
กระติบข้าว หรือภาษาอีสานบางแห่งเรียกว่าก่องข้าว เป็นภาชนะใช้สำหรับใส่ข้าวเหนียว ที่ทรงคุณค่ามากด้วยภูมิปัญญา เก็บความร้อนได้ดี ในขณะที่ยอมให้ไอน้ำระเหยออกไปได้ ทำให้ข้าวเหนียวที่บรรจุอยู่ภายในกระติบหรือก่องข้าวไม่แฉะด้วยไอน้ำ (ต่างจากกระติกน้ำแข็งที่เก็บความร้อนได้แต่ไม่ยอมให้ไอน้ำระเหยออก ข้าวเหนียวจึงเปียกแฉะ) ภูมิปัญญานี้มีเคล็ดลับอยู่ที่การสานกระติบเป็นสองชั้น ชั้นในสุดจะสานด้วยตอกให้มีตาห่างเล็กน้อย เพื่อให้ไอน้ำระเหยออกจากข้าวผ่านช่องว่างภายในกระติบข้าวชั้นในได้ ในขณะที่ชั้นนอกสุดจะสานด้วยตอกที่มีความชิดแน่นหนากว่าเพื่อเก็บกักความร้อนไว้ ไอน้ำที่มีความร้อนอยู่ภายในช่องว่างนี้ จะช่วยทำให้ข้าวเหนียวที่อยู่ภายในกระติบข้าว ยังคงความร้อนได้อีกนาน โดยเมล็ดข้าวจะไม่มีไอน้ำเกาะ จึงไม่แฉะเหมือนกับการบรรจุในภาชนะพลาสติกยุคใหม่ ฝาปิดและตัวกระติบ จะมีลักษณะที่เหมือนกัน เพียงแต่มีขนาดที่ต่างกันเล็กน้อยให้สามารถสวมใส่กันได้พอดี ในส่วนตัวกระติบจะมีฐานรอง ขดเป็นวงกลม มีขนาดเล็กกว่าตัวกระติบเล็กน้อย ยึดด้วยหวายหรือไนล่อนให้ติดกับตัวกระติบ เซิ้งกระติบข้าว เป็นการแสดงของภาคอีสานที่เป็นที่รู้จักกันดี และแพร่หลายที่สุดชุดหนึ่ง จนทำให้คนทั่วไปเข้าใจว่า การแสดงของภาคอีสานมีลักษณะเป็นการรำเซิ้งเพียงอย่างเดียว เซิ้งกระติบข้าวได้แบบอย่างมาจากการเซิ้งบั้งไฟ ซึ่งแต่เดิมนั้น เซิ้งบั้งไฟในขบวนแห่ หรือเซิ้งในขบวนแห่ต่างๆ ไม่มีท่าฟ้อนรำที่อ่อนช้อย เป็นเพียงยกมือร่ายรำ(ยกมือสวกไปสวกมา)ให้เข้ากับจังหวะกลองและรำมะนาเท่านั้น ในราว พ.ศ. 2507 เมื่อครั้งที่สมเด็จพระบรมราชินีนาถทรงมีพระประสงค์การแสดงของภาคอีสาน เพื่อต้อนรับสมเด็จพระนางเจ้าอะเลียนา และเจ้าหญิงบีทริกซ์ แห่งประเทศเนเธอแลนด์ จึงมีการนำเอาเพลงเซิ้งอีสานคือ จังหวะลำเซิ้งมาใช้ โดยมีท่าถวายบังคม ท่านกบิน ท่าเดิน ท่าดูดาว ท่าม้วนตัว ท่าสนุกสนาน ท่าปั้นข้าวเหนียว ท่าโปรยดอกไม้ ท่าบังแสงอาทิตย์ ท่าเตี้ย (รำเตี้ย) และในการแต่งกายครั้งแรกนั้นจะนุ่งผ้าซิ่นห่มผ้าสไบ เกล้าผมสูง แต่ยังไม่ได้ห้อยกระติบข้าวเพราะเห็นว่ารุงรัง พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเสด็จทอดพระเนตร พระองค์จึงรับสั่งให้ใครสักคนหนึ่งลองรำดูว่า ถ้าไม่ห้อยกระติบข้าว หรือห้อยกระติบข้าวแล้วจะเป็นอย่างไร? คุณหญิงเบญจวรรณ อรวรรณ เป็นผู้ทดลองรำดู ครั้งแรกไม่ห้อยกระติบข้าวก็น่ารักดี ครั้งที่สองรำโดยห้อยกระติบข้าวทุกคนก็คิดว่ากำลังน่ารัก พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงรับสั่งคำเดียวว่า "น่าเอ็นดูดีนี่" ผู้รำทุกคนก็พากันรีบห้อยกระติบข้าวกันใหญ่ทางไหล่ขวาทุกคน การเซิ้งครั้งนั้น ท่านผู้หญิงมณีรัตน์ บุนนาค เรียกชื่อว่า "เซิ้งอีสาน" ต่อมามีผู้นำเซิ้งอีสานไปแสดงกันทั่วไปแต่เปลี่ยนชื่อใหม่ว่า "เซิ้งกระติบข้าว"



4. ระบำหางนกยูง
นาฏศิลป์ของจังหวัดนครพนมได้มีการแสดงการฟ้อนรำที่เรียกได้ว่าเป็น นาฏศิลป์พื้นเมืองเอกลักษณ์นครพนมอยู่หลายอย่าง ซึ่งเป็นการแสดงดั้งเดิมสืบทอดกันมาและที่คิดขึ้นใหม่ผสมผสานกลมกลืนกันไป รวมทั้งการได้สืบค้นการแสดงที่หายไปแล้วได้คิดท่าฟ้อนรำขึ้นใหม่ตามแนวทางที่ได้สืบคนก็มี ซึ่งการแสดงชุดหนึ่งที่เป็นการแสดงนาฏศิลป์ของนครพนมที่มีความสวยงาม คือ การฟ้อนหางนกยูง
ในปี พ.ศ. 2530 สมัยที่ นายอุทัย นาคปรีชา ผู้ว่าราชการจังหวัดนครพนม (พ.ศ. 2527-2531) ได้ฟื้นฟูการฟ้อนรำบูชาพระธาตุพนมร่วมกับงานเทศกาลออกพรรษาและไหลเรือไฟ ฟ้อนหางนกยูงเป็นการแสดงชุดหนึ่งที่ทางจังหวัดกำหนดให้เป็นการฟ้อนรำบูชาพระธาตุพนม ซึ่งนำโดยอำเภอเมือง จังหวัดนครพนม และได้ปฏิบัติติดต่อกันมาจนถึงปัจจุบัน การฟ้อนหางนกยูงนี้ ในอุรังคนิทานมีกล่าวไว้ในบทพระธาตุทำปาฏิหาริย์ หลังจากพระอินทร์ได้อัญเชิญพระอุรังคธาตุของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าประดิษฐานในอุโมงค์ ภายในพระเจดีย์เป็นที่อนุโมทนาสาธุแก่เหล่าเทวดา ครั้งนั้นพระอุรังคธาตุเสด็จออกมาทำปาฏิหาริย์ เทวดาทั้งหลายมีความชื่นชมยินดียิ่งนัก ในเวลานี้เองที่เป็นที่มาของตำนานของการ ฟ้อนหางนกยูงและฟ้อนรำบูชาพระธาตุพนมประจำปี ความว่า
...เทวดาทั้งหลายมีความชื่นชมยินดียิ่งนัก จึงส่งเสียงสาธุขึ้นอึงมี่ตลอดทั่วบริเวณ
วิทยาธรคนธรรพ์ทั้งหลายประโคมด้วยดุริยะดนตรี
วัสสวลาหกเทวบุตรพาเอาบริวารนำเอาหางนกยูง เข้าไปฟ้อนถวายบูชาเทวดาทั้งหลาย
ลางหมู่ขับ ลางหมู่ดีด สี ตี เป่า นางเทวดา ทั้งหลายถือหางนกยูง ฟ้อนและขับร้องถวายบูชา...

ดังนั้นอาจกล่าวได้ว่าฟ้อนหางนกยูง เป็นศิลปะการฟ้อนรำของจังหวัดนครพนม เป็นลีลาฟ้อนรำอีกแบบหนึ่งที่เป็นการเลียนแบบจากท่านกยูงรำแพนเป็นส่วนมาก การฟ้อนหางนำยูงนี้มีผู้นำมาถ่ายทอดและฟ้อนรำเองตามคำบอกเล่าว่า

"เมื่อประมาณ 100 ปีเศษ โดยมีคุณตาพัน เหมหงษ์ ซึ่งเป็นชาวจังหวัดนครพนมโดยกำเนิด ท่านเป็นบุตรของอุปฮาดคนหนึ่งในสมัยโบราณ เมื่อครั้งที่คุณตาท่านมีชีวิตอยู่ ท่านมีชีวิตโลดโผนเป็นนักสู้รบมาก่อน ท่านสนใจการฟันดาบ เพลงดาบ กระบี่กระบอง และมวย ท่านจึงกลายเป็นครูดาบ กระบี่กระบอง และมวย เป็นผู้มีฝีมือเยี่ยมยุทธ์คนหนึ่ง
และเวลาว่าง ๆท่านก็ชอบออกล่าสัตว์ หมูป่า และนกต่าง ๆ จากนั้นก็สะสมของป่าเอาไว้ เช่น หางนกยูง แล้วนำมามัดเป็นกำ ๆ แล้วคิดประดิษฐ์ท่าฟ้อนรำขึ้น ซึ่งมีลีลาคล้ายกับการฟ้อนดาบแล้วก็นำไปถ่ายทอดให้ลูกหลานต่อไป"

การฟ้อนหางนกยูงนี้ในสมัยก่อนนิยมฟ้อนเดี่ยวบนหัวเรือแข่ง เมื่อมีงานประจำปีงานออกพรรษาความเชื่อว่าก่อนทีจะนำเรือเข้าแข่งจะนำเรือขึ้นไปถวายสักการะเจ้าพ่อหลักเมืองเพื่อเป็นการบอกกล่าวว่าจะนำเรือเข้าแข่งขัน และจะต้องฟ้อนหางนกยูงเพื่อถวายต่อหน้าศาลเจ้าพ่อหลักเมืองด้วย การฟ้อนหางนกยูงนี้จะฟ้อนเฉพาะเรือแข่งที่สำคัญและมีขื่อเสียงโด่งดังเท่านั้น
ศิลปะการฟ้อนหางนกยูงนี้ มีลีลาอ่อนช้อย สวยงาม ถ้าขาดความอ่อนช้อยแล้วก็ขาดความสวยงามไป การฟ้อนหางนกยูงหาคนฟ้อนสวยได้ยาก ด้วยเหตุนี้การฟ้อนหางนกยูงจึงหยุดชะงัก

ต่อมาเมื่อ พ.ศ. 2491 นางเกษมสุข สุวรรณธรรมา ซึ่งรับราชการอยู่ที่โรงเรียนอุเทนวิทยาคาร อำเภอท่าอุเทน จังหวัดนครพนม ได้ย้ายไปรับราชการที่โรงเรียนบ้านหนองจันทน์ ตำบลท่าค้อ อำเภอเมืองนครพนม ซึ่งมีนายทวี สุริรมย์ เป็นหลานของคุณตาพัน เหมหงษ์ ซึ่งได้รับการถ่ายทอดการฟ้อนหางนกยูงนี้ไว้ นางเกษมสุข สุวรรณธรรมา จึงได้โอกาสและขอถ่ายทอดฟ้อนหางนกยูงนี้ไว้ตั้งแต่นั้นมา

ต่อมาเมื่อ พ.ศ. 2493 จึงได้นำไปฝึกสอนให้แก่นักเรียนในโรงเรียน เมื่อ พ.ศ. 2495 ซึ่งนางเกษมสุข สุวรรณธรรมา คิดประดิษฐ์ท่าฟ้อนเพิ่มเติมขึ้นอีกหลายท่า



5. เซิ้งโปง
โปง เรียกอีกอย่างหนึ่งว่า กระปุง เป็นอุปกรณ์ที่ใช้ตี เป็นอาณัติสัญญาณบอกเหตุการณ์ต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นในวัดแทนการตีระฆัง หรือฆ้องและกลอง ถ้าโปงขนาดใหญ่มากเสียงก็จะทุ้มหรือต่ำตามขนาดของโปง ถ้าโปงมีขนาดเล็ก เสียงก็จะเล็กตามด้วย

เวลาที่กระทุ้งโปงหรือเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า การ “ถั่งโปง”
1. กระทุ้งเวลาเช้า ก่อนบิณฑบาต เพื่อให้ญาติโยมเตรียมตัวตักบาตร
2. กระทุ้งเวลาเย็น เพื่อประโยชน์ให้คนที่หลงป่ากลับเข้ามาถูกทิศ
3. กระทุ้งเวลาย่ำค่ำ ในช่วงเข้าพรรษา เพื่อให้พระลงทำวัตรเย็น
4. กระทุ้งเวลาวิกาล แสดงว่า เกิดเหตุร้ายขึ้นในวัดและแจ้งข่าวสารให้ชาวบ้านได้ทราบว่าทางวัดขอความช่วยเหลือ

นายเปลื้อง ฉายรัศมี ศิลปินแห่งชาติ สาขาศิลปะการแสดงพื้นบ้าน กองศิลปศึกษา วิทยาลัยนาฏศิลปกาฬสินธุ์ ได้นำท่าทางที่ประมวลจากกริยาและขั้นตอนต่าง ๆ ของการทำโปงมาประยุกต์ให้เข้ากับลักษณะพื้นฐาน และแนวความคิด ด้านการแสดงนาฏศิลป์พื้นบ้านภาคอีสาน กลายเป็นการแสดงชุดใหม่ และเรียกชื่อการแสดงชุดใหม่ ตามลักษณะของอุปกรณ์ที่ประกอบการแสดงว่า "เซิ้งโปง"



6. เรือมจับกรับ
เรือมจับกรับเป็นการละเล่นพื้นบ้านของชาวบ้านสวายจุ๊ ตำบลป่าชัย อำเภอประโคนชัย จังหวัดบุรีรัมย์ ซึ่งแต่เดิมเรียกว่า “อาไยลำแบ” เป็นการร้องประกอบกับการร่ายรำในเชิงเกี้ยวพาราสี ซึ่งในปัจจุบัน การละเล่นชนิดนี้ไม่เป็นที่นิยมและหาชมได้ยากเนื่องจากผู้เล่นต้องใช้ความสามารถเฉพาะตัวอย่างสูงในการร้องและการรำประกอบกับการใช้กรับ ภาควิชานาฏศิลป์ วิทยาลัยครูบุรีรัมย์ (มหาวิทยาลัยราชภัฏบุรีรัมย์) ได้ศึกษารูปแบบการแสดงจาก นายเจ็น ทองโยง และ นางสารส ประกายแก้ว มาจัดรูปแบบการแสดงใหม่ให้มีความสอดคล้องกันมากยิ่งขึ้น โดยการนำเอาการแสดงออกถึงการเกี้ยวพาราสีกันเป็นคู่ๆ มีการหยอกล้อ และการวาดลีลาขยับกรับแบบต่างๆ มีจังหวะดนตรีทำนองช้าและเร็วบรรเลงดนตรีด้วยวงกันตรึม (ปัจจุบันมีการดัดแปลงนำมาเล่นกันในวงโปงลางด้วย) ประกอบด้วยลายถวายครู อาไยกลาย กันต๊บ ปะการันเจก และโอละนอย



7. ฟ้อนลีลาวดี
“ลีลาวดี” เป็นนามของดอกไม้ชนิดหนึ่งที่ใช้เรียกแทนชื่อเดิม คือ “ดอกลั่นทม” หรือภาคอีสานจะเรียกชื่อของดอกไม้ชนิดนี้ว่า “ดอกจำปา” เป็นดอกไม้ประจำจังหวัดมหาสารคาม เมื่อ พ.ศ. 2547 ชมรมนาฏศิลป์และดนตรีพื้นเมือง(วงแคน) มหาวิทยาลัยมหาสารคามได้มีการประชุมหารือเพื่อสร้างสรรค์ชุดการแสดงใหม่ขึ้นเพิ่มเติม จากชุดการแสดงฟ้อนรำประจำจังหวัดมหาสารคามที่มีอยู่แต่เดิม เช่น ฟ้อนทอเสื่อบ้านแพง ฟ้อนกลองยาวชาววาปีปทุม ระบำจัมปาศรี ระบำสันตรัตน์ ฟ้อนแห่ประเพณีบุญเบิกฟ้า ฯลฯ โดยได้มีแนวความคิดร่วมกันว่า ดอกไม้ประจำจังหวัดมหาสารคามคือ ดอกจำปา(ดอกลั่นทมขาว) จึงได้เอาแนวคิดนั้นมาประดิษฐ์เป็นชุดการแสดงในชื่อชุดว่า “ฟ้อนลีลาวดี” โดยแสดงถึงลักษณะความงดงามของดอกจำปาและความงามของหญิงสาวชาวอีสานที่ใช้ดอกจำปามาประดับผม ท่วงทำนองของดนตรีเริ่มจากช้าและเร็วขึ้น ในท่วงทำนองลายเพลงจะสื่อความหมาย เกี่ยวกับความลึกลับ ความงดงามชวนหลงใหล เนื่องจากดอกจำปาเป็นดอกไม้ที่นิยมนำมาใช้ประกอบพิธีกรรมต่างๆ จึงเปรียบเสมือนกุลสตรีชาวอีสานที่เพียบพร้อมในการปฏิบัติตนในหลักเฮือน 3 น้ำ 4 อย่างที่สตรีชาวอีสานสืบต่อกันมาอย่างยาวนาน ฟ้อนลีลาวดี (จำปาขาว) ออกแบบเสื้อผ้าเครื่องแต่งกายโดย นายอดิศักดิ์ สาศิริ สร้างสรรค์ทำนองดนตรีโดย นายสุวิทย์ วิชัด ประดิษฐ์ท่าฟ้อนโดยสมาชิกกลุ่มนาฏศิลป์ชมรมนาฏศิลป์และดนตรีพื้นเมือง (วงแคน) มหาวิทยาลัยมหาสารคาม
การแสดงชุด “ฟ้อนลีลาวดี (จำปาขาว)” ได้นำไปแสดงเผยแพร่ครั้งแรก เมื่อวันที่ 26 พฤศจิกายน พ.ศ.2547 ณ งานศิลปวัฒนธรรมอุดมศึกษาครั้งที่ 7 “ออนซอนศิลป์ ศรี มอดินแดง” ณ มหาวิทยาลัยขอนแก่น



8. ดีดไห
ไหซอง เป็นเครื่องดนตรีไทยภาคอีสาน ทำมาจากไหน้ำปลาหรือไหปลาร้าที่ไม่ใช้แล้ว ขึงด้วยยางหนังสติ๊กหรือยางอื่นๆ บริเวณปากไห จัดเป็นชุด ชุดละหลายใบ โดยมีขนาดลดหลั่นกัน บรรเลงโดยการดีดด้วยนิ้ว ให้เสียงทุ้มคล้ายกีตาร์เบส ทำหน้าที่เป็นเครื่องประกอบจังหวะ ใช้บรรเลงประกอบในวงดนตรีพื้นเมืองภาคอีสานหรือที่นิยมเรียกว่าวงโปงลาง ปัจจุบันวงโปงลางส่วนใหญ่นิยมใช้พิณเบส แทนการใช้ไหซอง เนื่องจากให้เสียงดังกว่าและสามารถบรรเลงพลิกแพลงได้มากกว่า จึงแทบไม่มีการดีดไหซองเพื่อการบรรเลงจริงๆแล้ว การดีดไหซองในปัจจุบันเป็นเพียงการแสดงลีลาการดีดประกอบท่าฟ้อนรำ นิยมใช้ผู้หญิงเป็นผู้ดีด เรียกว่า นางไห



9. เซิ้งสวิง
สวิง เป็นเครื่องมือจับสัตว์น้ำ ซึ่งผู้หญิงนิยมใช้ โดยใช้สวิงช้อน หรือตวัดวนไปมาเพื่อจับสัตว์น้ำ เช่น กุ้ง ฮวก(ลูกอ๊อด) แมงระงำ(ตัวอ่อนของแมลงปอ) ปลาตัวเล็กๆ เป็นต้น การรำเซิ้ง ดั้งเดิม มีเฉพาะเซิ้งบั้งไฟ ซึ่งมีจังหวะดนตรีสนุกสนานไม่ช้า ไม่เร็วมาก เรียกจังหวะแบบนี้ว่า จังหวะเซิ้ง เซิ้งสวิง เป็นการฟ้อนรำที่จำลอง หรือเล่าเรื่องราวการหาสัตว์น้ำของชาวบ้าน โดยใช้สวิงเป็นอุปกรณ์หรือเครื่องมือ แสดงคู่ชาย-หญิง ก็ได้ หรือ แสดงเพียงผู้หญิงเท่านั้น ก็ได้ เซิ้งสวิงมีการประยุกต์กันมาเรื่อยๆ และในปี พ.ศ. 2515 ทางกรมศิลปากรจึงได้นำท่าฟ้อนของท้องถิ่นอำเภอยางตลาด จังหวัดกาฬสินธุ์ มาปรับปรุงให้มีท่วงท่ากระฉับกระเฉงขึ้น ท่าฟ้อนจะแสดงให้เห็นถึงการออกไปหาปลา การช้อนปลา จับปลา และดีอกดีใจเมื่อหาปลาได้มากๆ ผู้แสดงฝ่ายหญิงจะเป็นผู้ถือสวิงไปช้อนปลา ส่วนฝ่ายชายจะนำข้องไปคอยใส่ปลาที่ฝ่ายหญิงจับได้



10. ฟ้อนร้อยเอ็ดเพชรงาม
“ร้อยเอ็ดเพชรอีสาน พลาญชัยบึงงาม เรืองนามพระสูงใหญ่ ผ้าไหมชั้นดี สตรีโสภา ทุ่งกุลาสดใส งานใหญ่บุญผะเหวด” เป็นคำขวัญประจำจังหวัดร้อยเอ็ดเดิม ที่อธิบายลักษณะแหล่งท่องเที่ยว สภาพแวดล้อม รวมถึงศิลปวัฒนธรรมประเพณีภายในจังหวัดร้อยเอ็ด ปัจจุบัน คำขวัญจังหวัดร้อยเอ็ดได้มีการประกวดคำขวัญและได้นำคำขวัญที่ชนะเลิศมาใช้ในใหม่ ในความว่า “สิบเอ็ดประตูเมืองงาม เรืองนามพระสูงใหญ่ ผ้าไหมสาเกต บุญผะเหวดประเพณี มหาเจดีย์ชัยมงคล งามน่ายลบึงพลาญชัย เขตกว้างไกลทุ่งกุลา โลกลือชาข้าวหอมมะลิ” ฟ้อนร้อยเอ็ดเพชรงาม ได้ประดิษฐ์คิดค้นการแสดงโดย คณาจารย์จากวิทยาลัยนาฏศิลปร้อยเอ็ด ประพันธ์เนื้อร้องโดย อ.สมชิต สุนาคราช เป็นการฟ้อนประกอบท่วงทำนองดนตรีที่มีความจังหวะสนุกสนานเร้าใจ การฟ้อนแสดงถึง การอธิบายคำขวัญของจังหวัดร้อยเอ็ดออกมาเป็นท่วงท่าที่สวยงาม โดยมีเนื้อหาเชิญชวนให้ไปท่องเที่ยวในจังหวัดร้อยเอ็ด และการแต่งกายของนักแสดงด้วยผ้าไหมลายประจำจังหวัด ก็แสดงให้เห็นถึงความเป็นเอกลักษณ์ประจำท้องถิ่นอีกด้วย



11. ฟ้อนผีตาโขน
ประเพณีแห่ผีตาโขน จัดเป็นส่วนหนึ่งในงานบุญประเพณีใหญ่หรือที่เรียกว่า “งานบุญหลวง” หรือ “บุญผะเหวด” ซึ่งตรงกับเดือน 7 มีขึ้นที่อำเภอด่านซ้าย จังหวัดเลย และจัดเป็นการละเล่นที่ถือเป็นประเพณีทุกปี เกี่ยวโยงกับงานบุญพระเวสหรือเทศน์มหาชาติประจำปีกับพระธาตุเจดีย์สองรัก ปูชนียสถานสำคัญของชาวด่านซ้าย ต้นกำเนิดผีตาโขน ที่มานั้นไม่ชัดเจน แต่กล่าวกันว่าเป็นประเพณีที่ใกล้เคียงกับการบูชาบรรพบุรุษของอาณาจักรล้านช้างหลวงพระบาง (ในอดีตแนวเขตแดน ด่านซ้าย เชียงคาน และหล่มเก่า เป็นส่วนหนึ่งในการปกครองของอาณาจักรล้านช้างร่มขาวหลวงพระบาง) ในอีกที่มาหนึ่งกล่าวกันว่า การแห่ผีตาโขนเกิดขึ้นเมื่อครั้งที่พระเวสสันดรและนางมัทรีจะเดินทางออกจากป่า กลับสู่เมืองบรรดาผีป่าหลายตนและสัตว์นานาชนิดอาลัยรักจึงพาแห่แหนแฝงตัวแฝงตน มากับชาวบ้านเพื่อมาส่งทั้งสองพระองค์กลับเมือง เรียกกันว่า “ผีตามคน” หรือ “ผีตาขน” จนกลายมาเป็น “ผีตาโขน” อย่างในปัจจุบัน



12. ฟ้อนกลองตุ้ม
ฟ้อนกลองตุ้ม หรือฟ้อนส่วยมือ เป็นการฟ้อนรำที่เก่าแก่และโบราณ ของชาวอีสาน ในอดีตนิยมฟ้อนด้วยผู้ชายทั้งหมด เป็นการฟ้อนรำประกอบจังหวะกลองตุ้ม ใช้ประกอบขบวนในการแห่บั้งไฟ



13. ฟ้อนโก๋ยมือ
ชาวไทอีสานจะยึดมั่นในพระพุทธศาสนา และปฏิบัติตามฮีต 12 คอง 14 กันสืบมา
ฮีตที่ 4. บุญผะเหวด หรือ บุญเดือนสี่ เป็นบุญที่มีการเทศน์พระเวส หรือ มหาชาติ เรียกว่า บุญผะเหวด ซึ่งหนังสือมหาชาติ หรือ พระเวสสันดรชาดกแสดงถึงจริยวัตรของพระพุทธเจ้าคราวพระองค์เสวยพระชาติเป็นพระเวสสันดร เป็นหนังสือเรื่องยาว 13 ผูก ในช่วงเดือนสี่ในทุกๆปีจะมีงานประเพณีบุญมหาชาติหรือบุญผะเหวด ซึ่งในงานจะมีการแห่ผะเหวดเข้าเมือง ซึ่งชาวภูไท ในอำเภอพรรณานิคม จังหวัดสกลนคร ได้จัดพิธีอย่างยิ่งใหญ่ และจะมีการจัดขบวนฟ้อนรำซึ่งแสดงออกถึงความดีใจ ความรื่นเริงสนุกสนาน เป็นการฟ้อนนำหน้าขบวนเพื่อต้อนรับผะเหวดที่แห่เข้ามาสู่เมือง



14. กะโน๊บติงตอง
เป็นการแสดงพื้นเมืองชาวไทเขมรในจังหวัดสุรินทร์ คำว่า กะโน๊บติงตอง เป็นภาษาท้องถิ่นของชาวไทเขมร หมายถึง ตั๊กแตนตำข้าว เรือมกะโน๊บติงตอง ของอีสานใต้เป็นการละเล่นที่มีความสนุกสนาน ด้วยลีลาที่เลียนแบบมาจากลีลาการขยับตัวและการกระโดดของตั๊กแตน ซึ่งการแสดงชุดนี้ต้องใช้การเคลื่อนไหวส่วนต่างๆของร่างกายทุกส่วน กะโน้บติงตอง เป็นภาษาเขมรแปลว่า ตั๊กแตนตำข้าว เป็นการละเล่นที่เลียนแบบลีลาท่าทางการเคลื่อนไหวของตั๊กแตนตำข้าว มีจังหวะลีลาที่สนุกสนานเร้าใจ จึงทำให้การเล่นกะโน้บติงตองเป็นที่นิยมทั่วไปทั้งในแถบอีสานใต้และแถบจังหวัดใกล้เคียง นาฏศิลป์นี้เกิดเมื่อประมาณปี พ.ศ. 2490 นายเต็น ตระกาลดี ได้เดินทางเข้าไปในประเทศกัมพูชาและในขณะที่หยุดพักเหนื่อยนายเต็น ได้มองเห็นตั๊กแตนตำข้าวกำลังเกี้ยวพาราสีกันและผสมพันธุ์กันอยู่เฝ้าดูลีลาของตักแตนคู่นั้นด้วยความประทับใจ เมื่อนายเต็นเดินทางมาถึงบ้าน จึงเกิดความคิดว่าถ้านำเอาลีลาการเต้นของตักแตนตำข้าวมาดัดแปลงและเต้นให้คนดูก็ดี จึงนำแนวคินนี้มาเล่าให้ นายเหือน ตรงศูนย์ดี ซึ่งเป็นหัวหน้าคณะกันตรึมที่เล่นอยู่ในหมู่บ้านรำเบอะ และหมู่บ้านใกล้เคียงนั้น ในแถบตำบลไพล อำเภอปราสาท เมื่อไปเล่นที่ไหนเวลา ต้องการให้เกิดความสนุกสนานนั้น จนการเต้นตั๊กแตนตำข้าวเป็นที่รู้จักและได้รับควานนิยมอย่างแพร่หลายในเวลาต่อมา



15. ฟ้อนไทพวน
ชาวพวน เดิมมีถิ่นฐานอยู่ที่เมืองพวน แขวงเมืองเชียงขวาง ประเทศลาว ทางภาคอีสานเรียกว่า ไทพวน แต่ภาคกลางเรียกชนเผ่านี้ว่า ลาวพวน ชาวพวนได้กระจายตัวอยู่บริเวณลุ่มแม่น้ำงึมของลาว สมัยกรุงธนบุรี เมื่อลาวได้รวมเป็นอาณาจักรพลเมืองฝั่งซ้ายของแม่น้ำโขงได้ถูกกวาดต้อน มาอยู่ทางฝั่งขวาของแม่น้ำโขง ชาวพวนได้ถูกกวาดต้อนมาด้วย และมาอยู่ในจังหวัดอุดรธานี หนองคาย เลย พิจิตร แพร่ อุตรดิตถ์ สุโขทัย สิงห์บุรี ลพบุรี สุพรรณบุรี ฉะเชิงเทรา นครนายก ปราจีนบุรี ราชบุรี กาญจนบุรี เพชรบุรี และสระบุรี ชาวไทพวน ที่อพยพมาตั้งหลักแหล่งที่บ้านบุฮม และบ้านกลาง อำเภอเชียงคาน จ.เลย ถิ่นฐานเดิมอยู่ที่เมืองเตาไห หลวงพระบาง สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว เมื่อครั้งที่พวกจีนฮ่อ กุลา เงี้ยว รุกรานเมืองเตาไห ๔ พ่อเฒ่า คือ พ่อเฒ่าก่อม พ่อเฒ่าห่าน พ่อเฒ่าเพียไซ พ่อเฒ่าปู่ตาหลวง เป็นผู้นำชาวพวนกลุ่มหนึ่ง อพยพออกจากหลวงพระบาง ล่องตามแม่น้ำโขงมาตั้งถิ่นฐานที่บ้านบุฮม ต่อมาผู้คนส่วนหนึ่งได้มาอยู่ที่บ้านกลาง อีกแห่งหนึ่งแล้วเรียกตัวเองว่า "ไทพวน" ชาวไทพวนนั้นมีความเป็นอยู่ที่เรียบง่ายแบบสังคม ชนบททั่วไป มีอาชีพเกษตรกรรม การทอผ้า การตีเหล็ก ทำเครื่องเงิน เครื่องทอง ภาษา ชาวพวนใช้ ภาษาตระกูลไทลาว คล้ายกับไทอีสานทั่วไป แต่มีสำเนียงใกล้เคียงไทยภาคกลางกว่าเผ่าอื่นๆ การแต่งกายของชาวไทพวน ในอดีตผู้หญิง ใช้ผ้าคาดอกแทนการสวมเสื้อ นุ่งซิ่นตีนจก หรือ สีพื้นแทรกลายขวาง บางท้องถิ่นนิยมนุ่งซิ่นมัดหมี่ ผู้ชายนุ่งกางเกงขาก๊วยสีดำใส่เสื้อสีดำ และผ้านุ่งจูงกระเบน ผ้าขาวม้าพาดบ่า หรือคาดเอว ผู้หญิงนุ่งผ้าซิ่น ผ้าขาวม้ารัดนม เรียกว่า แห้งตู้ ทั้งชายหญิงไม่สวมเสื้อ แต่เวลาไปไร่นาต้องสวมเสื้อสีดำ หรือสีคราม หญิงสวมเสื้อรัดตัวแขนยาวถึงข้อมือกระดุมเสื้อใช้เงินกลมติดเรียงลงมาตั้งแต่คอถึงเอว เด็กผู้ชายก็จะใส่กำไลเท้า เด็กผู้หญิงใส่ทั้งกำไลมือกำไลเท้า ปัจจุบันผู้หญิงนิยมสวมเสื้อตามสมัยนิยม ส่วนคนสูงอายุมักสวมเสื้อคอกระเช้า ผู้ชายยังแต่งเหมือนเดิม ยังมีบางท้องถิ่นแต่งแบบไทย-ลาว เช่น จังหวัดลพบุรี ชัยนาท หนองคาย อุดรธานี ฟ้อนไทพวน ประดิษฐ์และออกแบบโดยชมรมนาฏศิลป์หนองคาย จากนั้น วิทยาลัยนาฏศิลปกาฬศิลป์ ได้นำไปเผยแพร่ต่อ การแต่งกาย เป็นแบบประยุกต์ด้วยชุดที่ได้รับอิทธิพลแบบไทลื้อ โดยมีเสื้อที่ดัดแปลงมาจากชุดไทลื้อ นุ่งซิ่นมุกต่อตีนจกแบบไทพวนแท้ๆ ใช้ผ้าขิดลายขาว-ดำ พันศีรษะ



16. เซิ้งแคน
เซิ้งแคน เป็นชุดการแสดงที่ได้ต้นแบบมาจากชุดการแสดงจากสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว คือ “เซิ้งเสียงแคน” เป็นการฟ้อนประกอบการเป่าแคน แสดงถึงการเกี้ยวพาราสีของหนุ่มสาวชาวอีสานโดยใช้แคนเป็นสื่อกลาง เซิ้งแคนเป็นการแสดงฟ้อนรำที่มีความสนุกสนานด้วยท่วงทำนองและจังหวะลีลาของผู้ฟ้อนและการเป่าแคน ทางมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรจน์มหาสารคาม (ปัจจุบันคือ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม) โดย อ.ชัชวาลย์ วงษ์ประเสริฐ เห็นควรว่าน่าจะมีการนำเอาท่าฟ้อนต่างๆรวมทั้งท่าเซิ้งมาผสมเข้าอยู่ในชุดเดียวกัน โดยเน้นถึงความสัมพันธ์ของชาวอีสานกับอาณาจักรล้านช้าง(ลาว)และอาณาจักรล้านนา จึงเกิดเป็นชุดการแสดงชื่อ “เซิ้งแคน” โดยใช้ลายดนตรีที่นิยมเล่นกันแพร่หลายทั้งสามแหล่งวัฒนธรรม คือลายเซิ้งบั้งไฟ ลายลาวดวงเดือน และลายออกซุ้มลาวแพน



17. ฟ้อนแหย่ไข่มดแดง
ในอดีตนั้น การประกอบอาหารและการเสาะหาแหล่งอาหารของชาวไทอีสานในความเป็นอยู่แบบพอเพียงไม่ได้ซื้อหาจากตลาดหรือร้านค้าดั่งเช่นในปัจจุบัน ชาวอีสานในอดีตจึงออกแสวงหาอาหารในแหล่งธรรมชาติใกล้ชุมชน เช่น ในท้องนา ป่าชุมชน ป่าทาม รวมไปถึงในแหล่งน้ำตามธรรมชาติ แม้ว่าปัจจุบันวิถีชีวิตบางอย่างจะเปลี่ยนแปลงไปบ้างก็ตาม ด้วยกระแสบริโภคนิยม บางท้องที่หรือบางชุมชนก็ยังหาอยู่หากินอย่างพอเพียงตามวิถีชีวิตแบบดั้งเดิมกันอยู่ “ไข่มดแดง” รวมถึงตัวอ่อนของมดแดง ก็ถือได้ว่าเป็นอาหารอีสานที่หารับประทานได้ในช่วงหน้าแล้งเท่านั้น ถือได้ว่าเป็นอาหารตามฤดูกาลแม้ในปัจจุบันก็ยังได้รับความนิยมในการบริโภคกันอยู่ ด้วยรสชาติที่เป็นเอกลักษณ์ และสามารถหาได้ง่ายๆในท้องถิ่น ซึ่งกรรมวิธีการหาไข่มดแดงจะต้องมีอุปกรณ์ คือ ไม้ไผ่ยาวผูกปลายด้วยตะกร้า และมีคุใส่น้ำเตรียมไว้ใส่ไข่มดแดงที่แหย่ได้ แล้วใช้เศษผ้ากวนเอาตัวมดแดงแยกออกจากไข่ เพื่อนำไปประกอบอาหารต่อไป ภาควิชานาฏศิลป์ วิทยาลัยครูบุรีรัมย์ (มหาวิทยาลัยราชภัฏบุรีรัมย์) ได้ศึกษารูปแบบการแหย่ไข่มดแดงของชาวบ้าน โดย อ.ประชัน คะเนวัน และ อ. ดรรชนี อุบลเลิศ ได้ศึกษาขั้นตอนอย่างละเอียด ก่อนจะนำมาประดิษฐ์เป็นชุดการแสดง “เซิ้งแหย่ไข่มดแดง” ซึ่งมีความสนุกสนานเร้าใจในแบบศิลปการแสดงแบบชาวอีสาน ซึ่งได้แสดงออกถึงการออกไปหาไข่มดแดง ซึ่งได้มาอย่างยากลำบาก ทั้งต้องถูกมดแดงกัดหรือไต่ตามเสื้อผ้า การกวนแยกตัวมดแดงออกจากไข่ ทำให้ชุดการแสดงนี้บอกเล่าวิธีการได้อย่างละเอียด



18. ฟ้อนบายศรีสู่ขวัญ
ประเพณีการบายศรีสู่ขวัญ หรือในภาษาท้องถิ่นอีสานเรียกว่า “บาศรี” เป็นประเพณีตามศาสนาพราหมณ์ ที่นิยมกระทำสืบต่อกันมาอย่างช้านาน ถือว่าเมื่อได้มีการทำพิธีนี้แล้วจะก่อให้เกิดความเป็นสิริมงคลแก่ชีวิต การทำพิธีบายศรีสู่ขวัญนี้จะกระทำเมื่อเกิดเหตุการณ์ที่ดีเป็นมงคล เช่นพิธีแต่งงาน การหายจากป่วยไข้ การมาหรือกลับจากสถานที่ใดๆ การไปค้าขายได้เงินทองมามาก การมีแขกมาเยี่ยมยามจากต่างถิ่น ฯลฯ แม้แต่เหตุการณ์ที่ไม่ดี เช่น การได้รับความเจ็บป่วย คนในครอบครัวประสบอุบัติเหตุหรือต้องเสียชีวิต (เหตุการณ์นี้จะทำพิธีให้แก่ผู้ที่รอดจากเหตุดังกล่าว) ชาวอีสานมีความเชื่อว่า “ขวัญ” เป็นสิ่งที่แฝงอยู่กับตัวของมนุษย์มาตั้งแต่กำเนิด ซึ่งจะจับต้องหรือไม่สามารถมองเห็นได้ หากว่ามีเหตุให้ขวัญหนีออกจากตัว เช่น เกิดอุบัติเหตุ เสียใจ ป่วยไข้ ตกใจรุนแรง อาจทำให้ตัวบุคคลนั้นถึงแก่ความตายได้ ฉะนั้นต้องเรียกขวัญกลับมาสู่ตัวจะทำให้สุขสบายขึ้น เครื่องประกอบในการทำพิธีบายศรีสู่ขวัญที่สำคัญ คือ พานบายศรี หรือ “พาขวัญ” ทำจากใบตองและดอกไม้สด รวมไปถึงเครื่องสังเวยต่างๆ เช่น ข้าวปลาอาหาร แป้ง กระจก หวี ผ้าแพรไหม น้ำอบ-น้ำหอม ที่ขาดไม่ได้คือ เส้นฝ้ายสีขาว เพื่อใช้ในการผูกข้อต่อแขนแก่ผู้เข้าร่วมทำพิธี การฟ้อนบายศรีสู่ขวัญ เกิดจากการคิดค้นร่วมกัน โดย อ. ดำเกิง ไกรสรกุล และ อ.พนอกำเนิดกาญจน์ แห่งวิทยาลัยครูอุดรธานี(ปัจจุบันคือ มหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี) ซึ่ง อ.พนอกำเนิดกาญจน์ เป็นผู้ประดิษฐ์ท่าฟ้อน อ. ดำเกิง ไกรสรกุล เป็นผู้แต่งเนื้อร้องและทำนองเพลง



19. ลำตังหวาย
ฟ้อนลำตังหวาย เป็นการฟ้อนที่มีที่มา 2 ลักษณะ คือ
1. ฟ้อนตังหวาย เป็นการฟ้อนเพื่อบวงสรวงบูชา โดยเฉพาะชนชาติที่อาศัยอยู่ในลุ่มแม่น้ำโขง ที่มีความเชื่อในเรื

_________________
ตอนนี้เราสร้างเว็บบอร์ดใหม่ล่ะนะ 2 เว็บ

http://konklungtalay.thai-forum.net/

http://50secretsbkk.thai-forum.net/

http://siamois-wenhua.thai-forum.net/


Volwar
Webmaster
Webmaster

จำนวนข้อความ: 572
คะแนน: 770
คะแนนชื่อเสียง: 14
Join date: 23/01/2010
Age: 21
ที่อยู่: ถนนเจริญยาก ถนนไม่มีรถเมล์ กทม.

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

นาฏศิลป์ไทยภาคตะวันออก

ตั้งหัวข้อ by Volwar on Mon Jun 14, 2010 10:44 pm

ภาคตะวันออกมีทั้งหมด 7 จังหวัด มีพื้นที่ทางทิศตะวันตกติดภาคกลางและติดกรุงเทพมหานครที่จังหวัดฉะเชิงเทรา นาฏศิลป์ของภาคนี้จึงออกไปทางภาคกลาง ทางตะวันตกติดกับประเทศกัมพูชา จึงมีนาฏศิลป์และดนตรีบางอย่างที่มาจากประเทศกัมพูชา ทางทิศเหนือติดกับภาคอีสาน และทางทิศใต้ใต้เกี่ยวกับทะเล ภาคตะวันออกของไทย มีชนเผ่าชอง ซึ่งเป็นชนพื้นเมืองที่พบได้เฉพาะทางภาคตะวันออกของไทย มีนาฏศิลป์ที่ประดิษฐ์ขึ้นใหม่มากมาย แต่อย่างไรก็ตามทางภาคตะวันออก ก็มีนาฏศิลป์ที่ไม่ต่างอะไรกับภาคกลางมากนัก

1. ระบำไก่ฟ้าหลังขาวจันทบูรณ์
ไก่ฟ้าหลังขาวจันทบูร เป็นสัตว์พื้นเมืองในแถบภูเขาทางภาคตะวันออก มักอาศัยอยู่ในอุทยานแห่งชาติน้ำตกพริ้ว เขาคิชฌกูฏ บริเวณสถานีเพาะเลี้ยงสัตว์เขาสอยดาวและพบมากที่สุดในแนวตะเข็บชายแดนของจังหวัดจันทบุรี ไก่ฟ้าหลังขาวจันทบูรหรือไก่ฟ้าสีน้ำเงิน นับว่ามีรูปร่างสีสันที่สวยงาม ตัวผู้มีลำตัวด้านบนเป็นสีน้ำเงินเข้มอมดำ มีลายเป็นรูปตัววีสีขาวอยู่ทุกเส้นขนตลอดปีกจนถึงหาง แนวขนตั้งแต่ใต้คางจนถึงท้องเป็นสีน้ำเงินเข้มอมดำหน้าสีแดงเข้ม มีขนสีน้ำเงินเข้มอมดำเป็นกระจุกงอกจากหัวยาวขนานกับลำตัว ขาสีแดงเข้ม ส่วนตัวเมียสีน้ำตาลเข้มทั้งตัว บนหัวมีหงอนสีน้ำตาล พาดชี้ยาวไปทางด้านท้ายทอย คอมีลายรูปตัววีตังแต่ใต้คางไปจนถึงอก หน้าแดง ขาแดง จึงเกิดแนวคิดในการสร้างสรรค์การแสดงขึ้นตามอัตลักษณ์และความสวยงามของไก่ฟ้าหลังขาวจันทบูร
ใช้วงปี่พาทย์เครื่องคู่บรรเลงประกอบการแสดง โดยสร้างสรรค์ทำนองเพลงขึ้นมาใหม่ ให้มีความเหมาะสมกับการเคลื่อนไหวของไก่ฟ้าหลังขาวจันทบูร ใช้เครื่องดนตรีโทนชาตรี ตีกำกับจังหวะหน้าทับ

2. ระบำควานบุรี
ควนคราบุรี หมายถึง ชื่อเมืองจันทบุรี ศิลปะการแสดงชุดนี้ วิทยาลัยนาฏศิลป์จันทบุรีได้ประดิษฐ์ขึ้น โดยศึกษาจากหนังสือประวัติศาสตร์เมืองจันทบุรี และรูปจำหลักศิลปะสมัยขอม หนังสือประวัติศาสตร์การแต่งกายโบราณคดี และจินตนาการ การแสดงให้เห็นถึงชาวควนควานบุรี ซึ่งต่างฐานะกันมีทั้งชายและหญิงได้มาร่วมเริงระบำเพื่อบวงสรวงสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่นับถือ มีการแต่งกายแบบสมัยขอม ทำนองเพลงแบบเขมร โดยยึดสำเนียง และจังหวะของการละเล่นรำสวด ซึ่งชาวพื้นเมืองจังหวัดจันทบุรีนิยมเล่นกัน


3. ระบำกาละแม
ระบำชุดนี้เป็นผลงานของ ครูเพ็ญนภา ไทยภูมิ ครูโรงเรียนวัดหนองขาม อ.ศรีราชา จ.ชลบุรี ซึ่งได้สร้างสรรค์ผลงานชิ้นนี้ออกมาเพื่อใช้ในการประกวด นาฏศิลป์สร้างสรรค์ ในงาน ศิลปหัตถกรรมนักเรียนภาคตะวันตกและภาคกลางที่จังหวัดสุพรรณบุรี ผู้คิดประดิษฐ์ท่ารำได้นำเอาอาชีพของชาวบ้านในพื้นที่ คือการกวนกาละแม โดยเริ่มจาก การเตรียมแป้ง นำตาล การขูดมะพร้าว การกวนจนกระทั่งสำเร็จ มาเป็นท่ารำที่อ่อนช้อยงดงามอีกชุดหนึ่ง การแต่งกายของนักแสดง สวมเสื้อแขนกระบอก มีสะไบที่ทำจากผ้าพื้นเมืองพาดไหล่ นุ่งผ้าโจงกระเบน อุปกรณ์ประกอบการแสดง ไม้พายอันเล็ก ผู้คิดประดิษฐ์ทำนองเพลงขึ้นมาใหม่คือ ครู ศิวศิษฐ์ นิลสุวรรณ ครูดนตรีไทย โรงเรียนสิงห์บุรี

4. ระบำชอง
ระบำชอง - เป็นระบำที่แสดงถึงความสนุกสนานร่าเริงของชาวชองในจังหวัดจันทบุรี ที่มาจับกลุ่มกัน ในงานเทศกาลและร่วมเต้นระบำด้วยกัน ผู้แสดงเป็นหญิงล้วน จำนวน 6-8 คน ( หรือแล้วแต่
โอกาส ) จุดมุ่งหมายของการแสดงเพื่อความสนุกสนานและสวยงาม

5. ระบำนาฏยศิวะอัปสรา
เป็นการร่ายรำบูชาพระศิวะ ได้แนวคิดมาจากการประกอบพิธีทางศาสนาฮินดูในปราสาทสด๊กก๊อกธม ผสมผสานท่ารำทวารวดี 108 ท่าในคัมภีร์ภรตนาฏยศาสตร์และท่ารำจากภาพจำหลักและรูปปั้นของปราสาทสด๊กก๊อกธม จังหวัดสระแก้ว เข้ามาใช้ในการประดิษฐ์ท่ารำ

6.ระบำสมุทราบูรพาทิศ
เที่ยวกับทะเลทางภาคตะวันออก


7. ระบำอัปสรายอดสตรีศรีบูรพา
เป็นระบำของจังหวัดสระแก้ว ระบำอัปสรายอดสตรีศรีบูรพานั้นมาจากภาพของ นาฏศิลป์การร่ายรำของปราสาทหินแบบขอม

อ้างอิง
www.youtube.com
th.wikipedia.org
http://cdacb.bpi.ac.th
www.thaigoodview.com
www.bloggang.com
www.oknation.net


แก้ไขล่าสุดโดย Volwar เมื่อ Fri Dec 23, 2011 11:22 pm, ทั้งหมด 3 ครั้ง (Reason for editing : เพิ่มคลิป)

_________________
ตอนนี้เราสร้างเว็บบอร์ดใหม่ล่ะนะ 2 เว็บ

http://konklungtalay.thai-forum.net/

http://50secretsbkk.thai-forum.net/

http://siamois-wenhua.thai-forum.net/


Volwar
Webmaster
Webmaster

จำนวนข้อความ: 572
คะแนน: 770
คะแนนชื่อเสียง: 14
Join date: 23/01/2010
Age: 21
ที่อยู่: ถนนเจริญยาก ถนนไม่มีรถเมล์ กทม.

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

นาฏศิลป์ไทยภาคตะวันตก

ตั้งหัวข้อ by Volwar on Thu Jun 17, 2010 1:56 pm

ภาคตะวันตกของไทยมี 5 จังหวัด ทุกจังหวัดมีพื้นที่ติดต่อกับสหภาพเมียนมาร์ จึงมีนาฏศิลป์แบบชาวเขา และจากชนเผ่าพื้นเมือง เช่น มอญ กะเหรี่ยง ไททรงดำ ฯลฯ ทางเหนือติดต่อกับภาคเหนือ ทิศตะวันออกติดต่อกับภาคกลางและจรดอ่าวไทย ทางทิศใต้ติดต่อกับภาคใต้



1. ระบำศรีชยสิงห์
ระบำศรีชัยสิงห์ เป็นระบำโบราณคดีที่วิทยาลัยนาฏศิลป์ กรมศิลปากร ได้สร้างสรรค์ประดิษฐ์ท่ารำขึ้นใหม่จากจินตนาการศิลปกรรมภาพจำหลัก ซึ่งภาพจำหลักนี้ ได้ลอกเลียนแบบมาจากปราสาทเมืองสิงห์ จังหวัดกาญจนบุรี เป็นโบราณสถานที่มีอายุราวพุทธศตวรรษที่ 18 ดัดแปลงมาจากท่ารำของนางอัปสรบายน ในสมัยขอมบายน มาเป็นหมู่ระบำนางอัปสรฟ้อนรำถวายพระนางปรัชญาปารมิตา ซึ่งเป็นพระมารดาแห่งพระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวร



2. รำกะเหรี่ยงกระทบไม้
เป็นการละเล่นของชาวกะเหรี่ยง คล้ายๆ ลาวกระทบไม้





3. ระบำร่อนทอง
ระบำร่อนทองเป็นระบำที่แสดงถึงวิถีชีวิตของชาวประจวบคีรีขันธ์ ที่ทำอาชีพในการร่อนทอง



4. รำแคนชาวไทยทรงดำ
รำแคน เป็นการละเล่นของชาวไทยทรงดำ หรือไทยโซ่ง ที่มีมาแต่โบราณ นิยมเล่นกันในช่วงตรุษสงกรานต์ หรือตรงกับเดือน 5 ตามจันทรคติไทย ต่อจากการโยนลูกช่วง หรือทอดคอน ในตอนบ่าย เย็นย่ำก็จะเริ่มรำแคนไปจนถึงดึกดื่นเที่ยงคืน ซึ่งชาวไทยโซ่งเรียกประเพณีนี้ว่า ‘เล่นคอน รำแคน’



5. หนังใหญ่
หนังใหญ่ คือมหรสพที่แพร่หลายของคนไทยอีกอย่างหนึ่ง ตัวหนังจะใช้แผ่นหนังวัวฉลุเป็นรูปตัวละครในเรื่องรามเกียรติ์ และมีไม้ผูกทาบตัวหนังไว้ทั้งสองข้าง เพื่อให้ตัวหนังตั้งตรงไม่งอ และทำให้มีคันยื่นลงมาใต้ตัวหนังเป็นสองข้างสำหรับจับถือและยกได้ถนัด สถานที่เล่นจะปลูกโรงผ้าใช้ผ้าขาวคาดเป็นจอ ส่วนด้านหลังจอจะจุดไต้และก่อไฟไว้ เพื่อให้แสงทำให้เห็นเงาตัวหนังซึ่งมีลวดลายวิจิตรมาติดอยู่ที่จอผ้าขาว และการเชิดนั้นคนเชิดต้องเต้นไปตามจังหวะดนตรีและบทพากย์บทเจรจาด้วย การแสดงโขนก็ประกอบไปด้วยการพากย์ เจรจา ขับร้อง และการเต้นทำท่าตามบทพากย์ จึงกล่าวได้ว่าโขนนำเอาการพากย์ เจรจา และท่าทางการเต้นการแสดงมาจากหนังใหญ่


อ้างอิง
www.youtube.com
th.wikipedia.org
www.huaythachang.com
www.pongrang.com


แก้ไขล่าสุดโดย Volwar เมื่อ Fri Jun 18, 2010 10:01 am, ทั้งหมด 1 ครั้ง

_________________
ตอนนี้เราสร้างเว็บบอร์ดใหม่ล่ะนะ 2 เว็บ

http://konklungtalay.thai-forum.net/

http://50secretsbkk.thai-forum.net/

http://siamois-wenhua.thai-forum.net/


Volwar
Webmaster
Webmaster

จำนวนข้อความ: 572
คะแนน: 770
คะแนนชื่อเสียง: 14
Join date: 23/01/2010
Age: 21
ที่อยู่: ถนนเจริญยาก ถนนไม่มีรถเมล์ กทม.

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

หน้า 3 จาก 6 Previous  1, 2, 3, 4, 5, 6  Next

อ่านหัวข้อก่อนหน้า อ่านหัวข้อถัดไป ขึ้นไปข้างบน


Permissions in this forum:
คุณไม่สามารถพิมพ์ตอบ